เมื่อกลับมาถึงลานเรือนเล็กอันคุ้นเคยของบ้านท่านลุงใหญ่ ฉินฮ่าวหรานกำลังจะกลับห้องไปอ่านหนังสือ ทว่าเห็นฉินหย่วนซานผู้เป็นลุงใหญ่เดินไปเดินมาอยู่ในลาน มือถูไปมา สีหน้าคล้ายอยากพูดแต่ก็ลังเล ส่วนเฉินซื่อผู้เป็นป้าสะใภ้ยืนอยู่ใต้ชายคา คอยเหลือบมองมาทางเขาเป็นระยะ ใบหน้าเผยความคาดหวังและความประหม่าอยู่หลายส่วน
“ท่านลุงใหญ่ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” ฉินฮ่าวหรานเป็นฝ่ายเอ่ยถาม
ฉินหย่วนซานเห็นหลานชายถาม จึงหยุดฝีเท้าแล้วกล่าวอึกอักว่า
“ฮ่าวหราน เรื่องเป็นเช่นนี้... เจ้าเองก็รู้ว่าปีใหม่นี้อาหลิงของเจ้าก็จะอายุสิบเจ็ดแล้ว อายุเท่านี้... ในหมู่บ้านก็นับเป็นสาวเต็มวัย ถึงเวลาพูดคุยเรื่องคู่ครองได้แล้ว... ก่อนหน้านี้ ข้ากับป้าสะใภ้ของเจ้าร้อนใจ จึงไหว้วานแม่สื่อหวังผู้มีชื่อเสียงในเมืองให้ช่วยดูและสอดส่องเรื่องคู่ครอง... เมื่อครู่มีคนมาส่งข่าวว่า
“บ่ายวันนี้แม่สื่อหวังจะมาด้วยตนเอง เพื่อดูรูปโฉมของอาหลิงของเจ้า... บัดนี้เจ้าเป็นซิ่วไฉแล้ว ทั้งมีความรู้กว้างขวาง จะช่วยอยู่บ้านคอยพิจารณาและเป็นหน้าเป็นตาให้ได้หรือไม่? เมื่อมีเจ้าอยู่ พวกเราก็จะมีหลักมีฐานขึ้นบ้าง แม่สื่อหวังย่อมให้ความสำคัญกับพี่สาวเจ้าเพิ่มขึ้น ส่วนทางฝ่ายชาย เมื่อได้ยินเข้าก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนกว่าเดิม...”
ฉินฮ่าวหรานพลันเข้าใจ ที่แท้ก็เป็นเรื่องการแต่งงานของฉินหลิงกูผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง
ในยุคสมัยที่การแต่งงานล้วนขึ้นอยู่กับคำสั่งของบิดามารดาและวาจาของแม่สื่อ ความสุขชั่วชีวิตของบุตรีแทบทั้งหมดผูกอยู่กับการดูตัวครั้งหนึ่งและฝีปากอันคล่องแคล่วของแม่สื่อ
ฉินฮ่าวหรานรับปากอย่างเต็มใจ “ท่านลุงใหญ่กับป้าสะใภ้วางใจเถิด เรื่องนี้สมควรอยู่แล้ว เรื่องสำคัญชั่วชีวิตของอาหลิง ข้าย่อมต้องช่วยฟังช่วยดูอยู่ข้าง ๆ เมื่อมีข้าอยู่ ก็จะทำให้แม่สื่อรู้ว่าบุตรีตระกูลฉินมีพี่น้องคอยหนุนหลัง”
