บ่ายวันหนึ่ง ฝนปรอยโปรยลงมาอีกครั้ง
ฉินฮ่าวหรานปิดรวมฎีกาที่อาจารย์ผู้คุมสอบสวีมอบให้ แล้วนวดดวงตาที่แห้งฝืดเล็กน้อย
ข้อสงสัยหนึ่งวนเวียนอยู่ในใจมาหลายวัน แม้จะอ่านตัวอย่างข้อเขียนและบันทึกเกี่ยวกับระเบียบแบบแผนมามากมาย ก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้
เขามองสายฝนพรำด้านนอกหน้าต่าง จัดโต๊ะหนังสือให้เรียบร้อย กางร่มกระดาษเคลือบน้ำมัน แล้วตัดสินใจออกไปเสี่ยงดวงดู
เขาเดินไปตามทางปูหินเขียว จนถึงเขตที่พักของบรรดาปั๋วซื่อ
แสงตะเกียงสีเหลืองสลัวส่องลอดหน้าต่างห้องพักของอาจารย์อู๋
ฉินฮ่าวหรานยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง จัดแขนเสื้อคลุมที่เปียกละอองฝนให้เข้าที่ ก่อนยกมือเคาะบานประตูเบา ๆ
ครู่ต่อมา ประตูก็เปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด
อาจารย์อู๋สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้ม ในมือถือคัมภีร์หลี่จี้รวมคำอธิบายที่เปิดค้างอยู่ พอเห็นฉินฮ่าวหรานก็ประหลาดใจเล็กน้อย “นักศึกษาฉิน ดึกดื่นป่านนี้ มีธุระอันใดหรือ?”
ฉินฮ่าวหรานค้อมกายคำนับ “ขออภัยที่รบกวนความสงบของอาจารย์ ช่วงนี้ศิษย์เตรียมสอบ มีข้อสงสัยค้างคาอยู่ในใจ คิดพลิกไปมาจนไม่อาจข่มตาหลับ จึงบังอาจมาขอคำชี้แนะจากอาจารย์สักสองสามข้อ หากอาจารย์ไม่สะดวกในยามนี้ ศิษย์ค่อยมาวันอื่นก็ได้”
อาจารย์อู๋มองม่านฝนด้านนอกที่เริ่มหนาทึบขึ้น ก่อนเบี่ยงกายหลีกทาง “ไม่เป็นไร เข้ามาเถิด เพียงอย่าให้เสียเวลานานนัก”
ภายในห้อง โต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือและต้นฉบับ อาจารย์อู๋ชี้ไปยังเก้าอี้ว่างข้างโต๊ะ “นั่งลงเถิด มีข้อสงสัยอันใดก็ว่ามา”
ฉินฮ่าวหรานกล่าวขอบคุณแล้วนั่งลง ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับไว้อย่างระมัดระวังออกจากอกเสื้อ คลี่ออก นั่นคือคำตอบสอบเลื่อนหอชั้นยอดของนักศึกษารุ่นก่อนที่เขาคัดลอกจากหอเก็บตำรา “วันนี้ศิษย์บังเอิญพบข้อเขียนชิ้นนี้ในหอเก็บตำรา อ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งและได้ประโยชน์ยิ่งนัก ทว่ามีอยู่จุดหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ ครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังรู้สึกติดขัด”
