เนี่ยเป้าคุกเข่าหมอบลงกับพื้น โขกศีรษะคำนับ น้ำเสียงแฝงความเหนื่อยล้าอย่างเต็มเปี่ยม “ขอฝ่าบาททรงวินิจฉัย กระหม่อมออกตรวจชายแดนครั้งนี้นานถึงครึ่งปี ต้องเดินทางตรากตรำทั้งกลางวันกลางคืน ร่างกายแบกรับไม่ไหวมานานแล้ว ยามนี้กลางคืนไอหอบไม่หยุด พลังปราณและโลหิตพร่อง แม้แต่ม้าศึกก็ยังขึ้นขี่ไม่ไหว
หากกระหม่อมยังอาลัยตำแหน่งสูง ทั้งที่ดำรงหน้าที่สำคัญในกรมกลาโหมแต่ไร้เรี่ยวแรงจัดการงาน เกรงว่าจะทำให้กิจการทหารและบ้านเมืองเสียหาย มิสู้สละตำแหน่งให้ขุนนางหนุ่มผู้มีความสามารถและเปี่ยมกำลังวังชา จึงจะรักษากิจการชายแดนให้มั่นคงต่อไปได้ กระหม่อมขอฝ่าบาททรงเมตตา อนุญาตให้กระหม่อมกลับบ้านเกิดไปรักษาตัว ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งทอดพระเนตรขุนนางอาวุโสผู้รับใช้แผ่นดินมาถึงสามรัชสมัยตรงหน้า เส้นผมข้างขมับขาวโพลน ทั้งร่างเปี่ยมร่องรอยตรากตรำจากลมฝน ก็ทรงเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง
เนี่ยเป้าปกป้องชายแดนและทุ่มเทกำลังให้กิจการทหารมาครึ่งชีวิต บัดนี้อายุมากแล้ว พละกำลังร่อยหรอจนหมดสิ้น ยากจะรับภาระหน้าที่อันยุ่งยากซับซ้อนของกรมกลาโหมต่อไป
ท้ายที่สุดจึงตรัสถามว่า “เรารู้ว่าเจ้ามีโรคภัยติดตัว ทว่าตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมสูงส่งและมีอำนาจ ทั้งยังเกี่ยวพันกับเรื่องสำคัญยิ่ง หากเจ้าพ้นจากตำแหน่งแล้ว ผู้ใดจะมารับหน้าที่นี้แทน?”
เนี่ยเป้าก้มศีรษะประสานมือคำนับ ยังคงปิดปากเงียบ ไม่ยอมเสนอชื่อผู้ใด
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งตรัสถามอีกครั้ง เขาก็ยังคงนิ่งเงียบ
ต้นรัชกาลต้าเยว่มีการจัดตั้งกองรักษาการณ์ ให้ทหารทำไร่ควบคู่กับการฝึกทหาร พึ่งพาตนเองได้ กรมกลาโหมมีหน้าที่ดูแลเพียงทะเบียนรายชื่อ ส่วนการเคลื่อนทัพออกรบเป็นหน้าที่ของจวนผู้บัญชาการทหารทั้งห้า
ครั้นเข้าสู่ช่วงกลางราชวงศ์ การรวบที่ดินไว้ในมือคนกลุ่มเดียวกลับรุนแรงขึ้น ทหารในกองรักษาการณ์พากันหลบหนี ตำแหน่งว่างมีมากเกินไปจนไม่อาจออกรบได้
ราชสำนักไร้หนทาง จึงจำต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบเกณฑ์ทหารรับจ้าง ทหารเหล่านี้ล้วนจ้างมาด้วยเงินทอง ทั้งเสบียงและเบี้ยหวัด การรับสมัคร การฝึกฝน ตลอดจนการบังคับบัญชา ล้วนอยู่ในความดูแลของกรมกลาโหมแต่เพียงผู้เดียว
