ฉินฮ่าวหรานยิ้มรับคารวะ ประสานมือกล่าวว่า “ใต้เท้าเจ้าเมืองกล่าวเกินไปแล้ว ท่านเดินทางมาแต่ไกล ฉินผู้นี้มิได้ออกมาต้อนรับ นับเป็นความบกพร่องของข้าเอง”
ทั้งสองสนทนาทักทายกันด้วยถ้อยคำอ่อนโยนไม่กี่ประโยค ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและสุขภาพ ก่อนฉินฮ่าวหรานจะเบี่ยงกายผายมือ เชื้อเชิญบรรดาขุนนางจากที่ว่าการเข้ามาในโถงรับรองอย่างสุภาพ
ภายในโถงรับรองจัดเตรียมชาร้อนกับขนมอย่างประณีตไว้พร้อมสรรพ
เตาถ่านลุกโชนให้ความอบอุ่นทั่วห้อง ตัดกับลมหนาวภายนอกที่พัดกรรโชก ราวกับเป็นคนละโลก
ทุกคนนั่งลงตามลำดับขั้น หลี่จี้ชวนนั่งตำแหน่งประธานฝั่งแขก ส่วนผู้ช่วยเจ้าเมืองและผู้ช่วยผู้ว่าการนั่งเรียงลำดับกันไป ขณะที่เจ้าอำเภอจิ่งหลิงกับคนอื่น ๆ นั่งอยู่ท้ายสุด
หลังดื่มชาไปสามรอบ หลี่จี้ชวนวางถ้วยชากระเบื้องเคลือบสีเขียวลง แล้วเอ่ยสนทนาด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ใส่ใจ ทว่าทุกคำล้วนผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี
“ราชบัณฑิตพำนักอยู่ในราชสำนักเมืองหลวงมาเนิ่นนาน ทั้งยังมีงานยุ่งทุกวัน บัดนี้หาได้ยากยิ่งที่จะได้กลับบ้านเกิดมาเยี่ยมญาติและพักผ่อน ไม่ทราบว่าครานี้ท่านคิดจะพำนักในหมู่บ้านหลิวถังนานเพียงใด และจะออกเดินทางกลับเมืองหลวงวันใดหรือ?”
ถ้อยคำนี้ฟังดูเรียบง่ายราวกับถามขึ้นลอย ๆ ทว่าผู้ที่นั่งอยู่ล้วนเข้าใจนัยสำคัญในคำถาม
ขุนนางท้องถิ่นต้องสืบให้รู้ความเคลื่อนไหวของขุนนางจากเมืองหลวง เพื่อจะได้วางแผนดูแลในภายหลังและรักษาระยะห่างในการคบหา นี่เป็นการประเมินสถานการณ์อันจำเป็นสำหรับการแลกเปลี่ยนข่าวสารในวงราชการ
ฉินฮ่าวหรานเข้าใจแจ่มแจ้ง จึงย่อมฟังนัยแฝงออก
“ราชสำนักกำหนดเวลาเยี่ยมญาติไว้สามเดือน เดิมทีข้าสามารถพักผ่อนอยู่บ้านเกิดได้อย่างสงบ ทว่ามีพระบัญชาอยู่ในมือ คาดว่าพอถึงวันที่สิบหกเดือนหนึ่งก็จะจัดเตรียมสัมภาระออกเดินทาง มุ่งหน้าไปเขาอู่ตังเพื่อรอรับพระบัญชา และเตรียมการเกี่ยวกับพิธีบวงสรวงหลวงในวันที่สามเดือนสาม เมื่อเสร็จธุระแล้วจึงจะกลับเมืองหลวงไปรายงานตัวและปฏิบัติหน้าที่”
