เมื่อมีคนช่วยมากขึ้น จึงวางข้องดักปลาไหลถี่ขึ้น ช่วงสองสามวันแรก กลิ่นหอมสดใหม่ของปลาไหลลอยออกมาจากครัวของทุกบ้าน เด็ก ๆ กินจนปากมันเยิ้ม ส่วนบนใบหน้าของผู้ใหญ่ก็ปรากฏรอยยิ้มที่หาได้ยาก
ปลาไหลที่เหลือย่อมต้องนำไปแลกเงิน หลายวันก่อน ฉินหย่วนซานเลือกไปเมืองชิงสุ่ยที่อยู่ใกล้ที่สุด นำปลาไหลที่ฉินเหอวั่งกับฉินฮ่าวหรานช่วยกันเก็บสะสมไว้กว่ายี่สิบชั่งไปลองขาย
ยามกลับมา ถุงเงินเก่าข้างเอวส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง มีเงินเพิ่มขึ้นมาราวแปดสิบเหรียญทองแดง ทว่าสีหน้าของฉินหย่วนซานกลับหม่นหมองยิ่งกว่าขี้เถ้าก้นหม้อ
ฉินเหอวั่งถามว่า “ท่านพ่อ เป็นอะไรไปหรือ? ขายไม่ดีหรือ?” เขานับเงินเหรียญทองแดงที่บิดานำกลับมาซ้ำไปซ้ำมา พลางคำนวณอย่างเบิกบานว่าจะซื้อเนื้อได้มากเพียงใด
ฉินหย่วนซานกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ดีอะไรกัน? ชั่งละสี่เหรียญ! ต้องเป็นตัวที่ยังดิ้นกระดุกกระดิก แข็งแรงมีชีวิตชีวาเท่านั้น! ส่วนตัวที่กระเทือนระหว่างทางจนซึมลง หรือมีหนังถลอกนิดหน่อย ก็ถูกกดราคาเสียยับเยิน เหลือสามเหรียญบ้าง สองเหรียญบ้าง!
“เมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองชิงสุ่ย มีครอบครัวที่กินของพวกนี้ไหวทุกวันนับนิ้วมือก็ครบแล้ว แผงขายปลาขายกุ้งเรียงชิดติดกัน ปลาไหลของเรา คนเขาว่าถ้าคล่องแคล่วหน่อย ไม่กลัวกลิ่นโคลน ก็ไปจับตามคูนาและแม่น้ำเองได้หลายตัว ไม่ใช่ของหายาก จึงขายราคาแพงไม่ได้!”
ฉินฮ่าวหรานที่นั่งฟังเงียบ ๆ อยู่ข้างกันถึงกับตะลึง ชั่งละสี่เหรียญหรือ? ราคานี้ทำให้ใจเขาเย็นวาบ
เขาคำนวณในใจอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว จากการเทียบราคาสินค้าข้ามกาลเวลาที่พอจำได้ เงินสี่เหรียญนี้คงเทียบได้กับเงินเจ็ดแปดหยวนในยุคปัจจุบันกระมัง? แต่ในยุคของเขา ปลาไหลนาที่จับจากธรรมชาติ เลี้ยงในน้ำใสจนตัวมันวาวเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องขายได้ชั่งละสี่สิบถึงห้าสิบหยวนในตลาด ช่วงเทศกาลราคายังพุ่งขึ้นไม่หยุดอีกด้วย!
