ท้ายศิลาจารึกมีข้อความสลักไว้ว่า “วันที่ยี่สิบหก เดือนสาม ปีที่เก้าแห่งรัชศกเทียนเฟิ่ง จี้จิ่วสำนักศึกษาหลวงหลี่ซูเหิง ซือเย่เฉินซงเถาเป็นผู้ตั้ง จอหงวนฉินฮ่าวหรานเป็นผู้จารึก”
อาลักษณ์สำนักศึกษาหลวงขานเสียงดังว่า “พิธีจารึกชื่อเสร็จสิ้น!”
เหล่าจิ้นซื่อต่างคำนับพร้อมกัน
ช่างสลักหินของสำนักศึกษาหลวงจะสลักอักษรลงบนศิลาสีเขียวทันที ส่วนตัวอักษรที่เขียนด้วยชาดจะถูกสกัดเป็นร่องลึกถาวร คงอยู่ชั่วนิรันดร์
สำเนาภาพลอกศิลาจะส่งไปยังกรมพิธีการ สำนักฮั่นหลิน และกรมขุนนางเพื่อเก็บเป็นหลักฐาน ทั้งยังเป็นเอกสารรับรองสถานะจิ้นซื่ออย่างเป็นทางการ
นับจากวันนี้ ชื่อของฉินฮ่าวหรานมิได้สลักอยู่บนศิลาจารึกเท่านั้น หากยังจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การสอบคัดเลือกขุนนางของต้าเยว่ และในความทรงจำของยุคสมัยนี้ด้วย
หลังพิธีจารึกชื่อเสร็จสิ้น สำนักศึกษาหลวงก็จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ขึ้นที่โถงอีหลุน
แม้เรียกว่างานเลี้ยง ทว่าความจริงเรียบง่ายยิ่งนัก มีเพียงจอหงวน ปั้งเหยี่ยน ถันฮวา และจิ้นซื่อชั้นสองกับชั้นสามสิบอันดับแรกที่ได้รับเชิญเข้าโถง ส่วนจิ้นซื่อที่เหลือได้รับอาหารที่ระเบียงด้านนอก ทั้งขนม สุรา และอาหาร แม้ไม่เลิศหรู แต่ก็เป็นน้ำใจจากสำนักศึกษาหลวง
ฉินฮ่าวหรานนั่งอยู่ตำแหน่งประธานในโถง โดยมีหลี่ซูเหิงและเฉินซงเถาร่วมโต๊ะ
อาหารมีเพียงเนื้อสี่อย่างกับผักสี่อย่าง สุราก็เป็นสุราข้าวธรรมดา ทว่าบรรยากาศกลับกลมกลืนชื่นมื่น
หลี่ซูเหิงยกจอกขึ้นกล่าวชมว่า “ลายมือของจอหงวนฉินประณีตยิ่ง วันนี้ได้จารึกอักษรไว้ นับเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลังได้”
ฉินฮ่าวหรานลุกขึ้นคำนับตอบ “ท่านจี้จิ่วกล่าวชมเกินไปแล้ว ลายมือของข้าน้อยหยาบกระด้าง เพียงตั้งใจทำให้ดีที่สุดเท่านั้น”
เฉินซงเถากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “จอหงวนถ่อมตนเกินไปแล้ว ข้าพิจารณาการลงพู่กันของเจ้าแล้ว เห็นว่ามั่นคงและโครงสร้างเคร่งครัด ชัดเจนว่าผ่านการฝึกฝนอย่างหนักมา”
