เฉินซื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงถุงเงินใบเล็กอีกใบออกมาจากแขนเสื้อ ถุงใบนี้เล็กกว่าสองใบก่อนหน้าเสียอีก
นางตื่นเต้นจนพูดติดขัด “ฮ่าวหราน นี่...นี่เป็นเงินของข้ากับท่านลุงใหญ่ ในถุงนี้มีเงิน 156 ตำลึง ในนั้น 23 ตำลึงเป็นรายได้จากที่นาสิบหมู่ของเจ้าในช่วงหลายปีมานี้...ผลผลิตทุกปีจดลงบัญชีไว้ครบ พี่สะใภ้ใหญ่ไม่เคยแตะเงินแม้แต่อีแปะเดียว อีก 18 ตำลึง...เป็นเงินฝังศพของพ่อเจ้า
“ที่เหลือเป็นเงินที่เจ้ามอบให้พวกเราตลอดหลายปีมานี้ เงินที่ให้ครอบครัว เงินที่ให้พวกเรา ข้าไม่เคยแตะต้องแม้แต่เฟื้องเดียว เก็บสะสมไว้ทั้งหมด...ตั้งใจจะเก็บไว้ให้เจ้าใช้แต่งภรรยา...”
ในที่สุดเฉินซื่อก็เงยหน้าขึ้น มองฉินฮ่าวหรานแวบหนึ่ง
ในแววตานั้นมีความรู้สึกมากมาย ทั้งละอายใจ สงสาร หวาดกลัว และคาดหวัง น้ำตาคลออยู่ในดวงตา
“ฮ่าวหราน...อย่าตำหนิว่าเงินน้อย...แล้วก็...อย่าโทษพี่สะใภ้ใหญ่เลย...”
ขณะพูด นางพลันฟุบลงบนโต๊ะ ร่ำไห้ออกมา
เสียงร้องไห้นั้นถูกกดกลั้นมานาน ราวกับปะทุออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ
“ปีนั้นตอนพ่อเจ้าจากไป เจ้าเพิ่งสามขวบ แม่เจ้าแต่งงานใหม่...ตอนนั้นเจ้าอายุห้าขวบ ท่านลุงใหญ่จึงอุ้มเจ้ากลับมา...”
นางพูดขาดเป็นห้วง ๆ ไหล่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง “แต่ครอบครัวเราในตอนนั้น...ตอนนั้นยากจนจริง ๆ...”
“พี่ชายใหญ่ของเจ้าต้องแต่งภรรยา พี่สาวใหญ่ต้องออกเรือน ยังต้องเตรียมสินเดิมให้นาง อีกทั้งน้องสาวคนเล็กของเจ้าก็ต้องเลี้ยงดู ท่านลุงใหญ่ปลูกนาที่มีอยู่ไม่กี่หมู่เพียงลำพัง ผลผลิตตลอดทั้งปีก็พอแค่ประทังชีวิต...ท่านลุงใหญ่อยากส่งเจ้าเรียนหนังสือ แต่ตอนนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ไม่เห็นด้วย...”
