ฉินฮ่าวหรานเงยหน้ามองโต้วเหนียง ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “โต้วเหนียง รองเท้าคู่นี้ทำได้งดงามยิ่ง ซื้อจากร้านข้างถนนยังสู้ไม่ได้”
ใบหน้าของฉินโต้วเหนียงแดงระเรื่อกว่าเดิม นางก้มหน้าพูดเสียงเบาว่า “ขอเพียงพี่รองชอบก็พอแล้ว...”
ฉินฮ่าวหรานวางรองเท้าไว้ข้างกายอย่างทะนุถนอม แล้วกล่าวแผ่วเบาว่า “ต่อไปอย่าหักโหมเช่นนี้อีก พี่รองมีเงินเดือนแล้ว เจ้าอยู่พักให้มาก อย่าฝืนจนเสียสายตา”
ฉินโต้วเหนียงพยักหน้า มิได้เอ่ยคำใด
ทว่าฉินฮ่าวหรานรู้ดีว่านางคงไม่ฟัง
นางก็เป็นเช่นนี้ เงียบงันไม่ส่งเสียง ซ่อนความห่วงใยที่มีต่อคนในครอบครัวไว้ในงานเย็บปักถักร้อย
ราตรีค่อย ๆ ล่วงลึก เด็ก ๆ ง่วงงุน ผู้ใหญ่เองก็เริ่มอ่อนล้า
ฉินฮ่าวหรานจัดที่พักให้ทุกคน
ท่านอาสามฉินพักห้องที่ดีที่สุดในเรือนปีกตะวันออก ส่วนท่านลุงใหญ่กับท่านป้าสะใภ้ใหญ่พักห้องข้างกัน
ครอบครัวของพี่เหอวั่งกับโต้วเหนียงให้ซุ่นจื่อพาไปพักที่ทำการหลวงแห่งนั้น
ครอบครัวของพี่อาหลิงพักเรือนปีกตะวันตก ส่วนเหอหวา เถี่ยหลี่ ฝูกุ้ย และซุ่นจื่อนอนเบียดกันในห้องเดียว
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายกันไป
ฉินฮ่าวหรานส่งท่านอาสามฉินเข้าห้อง แล้วปูเครื่องนอนให้ด้วยตนเอง
ชายชรานั่งอยู่ข้างเตียง เอ่ยถามว่า “ฮ่าวหราน เจ้าได้พบคุณหนูบ้านรองเสนาบดีสวี่แล้วหรือ? เป็นอย่างไรบ้าง?”
ฉินฮ่าวหรานนึกถึงเหตุการณ์ครั้งที่นางยกน้ำชามาให้ นึกถึงหญิงสาวผู้หลุบตาสำรวมกิริยาผู้นั้น แล้วตอบเสียงเบาว่า “พบแล้ว นางอ่อนโยน อ่อนหวาน เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและความรู้ เป็นกุลสตรีจากตระกูลใหญ่”
ชายชราพยักหน้าแล้วถามต่อว่า “เช่นนั้นเจ้า...ยินดีหรือไม่?”
ฉินฮ่าวหรานยิ้มกล่าวว่า “เรื่องแต่งงานย่อมขึ้นอยู่กับบิดามารดาและแม่สื่อ บัดนี้ท่านพ่อไม่อยู่แล้ว ให้ท่านอาสามกับท่านลุงใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจเถิด”
