ฉินฮ่าวหรานยืนอยู่ข้างหนึ่ง รับฟังเงียบ ๆ พลางจดจำทุกอย่างลงในสมุดเล่มเล็กในใจ
เขาจดท่าทีของคนเหล่านี้ไว้ทีละคน จูซีจงบ่ายเบี่ยง สวีเหยียนเต๋อขอไปที กัวซวินพูดตรงไปตรงมา อู๋จี้เจวี๋ยนิ่งเงียบ... บ้างมีสีหน้าละอายใจ บ้างวางท่าชอบธรรม บ้างทำราวกับไม่เกี่ยวข้องกับตน บ้างลอบยินดีอยู่ในใจ
ฉินฮ่าวหรานคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์จะเสื่อมทรามถึงเพียงนี้ ขวัญกำลังใจจะสลายถึงเพียงนี้ ทว่าเมื่อได้เห็นกับตา ได้ยินกับหู ก็ยังอดรู้สึกเย็นวาบในใจไม่ได้
คนเหล่านี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณสืบทอดมาหลายชั่วคน เสวยสุขบนกองเงินกองทอง ปกติอยู่ดีกินดี มีผู้ติดตามห้อมล้อม ทว่าพอถึงคราวที่แผ่นดินต้องการพวกเขาจริง ๆ กลับหดหัวอยู่เบื้องหลัง ต่างหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงกันไปสารพัด
ความห้าวหาญของบรรพชนผู้ควบม้าพิชิตแผ่นดินเลือนหายไปจากตัวพวกเขาจนสิ้น
สีหน้าเนี่ยเป้าก็ไม่สู้ดีนัก ทว่าเขาเป็นผู้ใหญ่สุขุม รอบคอบ ย่อมรู้ว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลาจะระเบิดอารมณ์
“ในเมื่อทุกท่านยินดีออกเงินออกเสบียง เช่นนั้นก็ดี ข้าจะกราบทูลน้ำใจของทุกท่านต่อฝ่าบาท ส่วนกำลังคน ในจวนของแต่ละตระกูลย่อมมีบ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันอยู่บ้างกระมัง? คนเหล่านี้ไม่ต้องขึ้นไปบนกำแพงเมือง เพียงรับผิดชอบลาดตระเวนในเมืองและจัดสรรเสบียงก็พอ”
เหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์สบตากัน ในที่สุดก็มีคนพยักหน้ารับ ถือว่าตกลงแล้ว
เมื่อหารือเสร็จ ฉินฮ่าวหรานประสานมือคารวะขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองเล็กน้อย ก่อนกล่าวลาแล้วออกไป
เขาเดินออกจากโถงฝึกยุทธ์ แล้วตรงกลับจวนทันที
เมื่อกลับถึงก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตู ก็เห็นขันทีหลายคนยืนอยู่ใต้บันได ในมือถือหีบไม้ลงชาดใบหนึ่ง
ขันทีผู้เป็นหัวหน้าพอเห็นฉินฮ่าวหรานกลับมา ก็รีบก้าวเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มเคารพเต็มใบหน้า “ใต้เท้าฉิน ข้าน้อยรอท่านอยู่ที่นี่มานานแล้ว รับพระบัญชาจากฝ่าบาทให้นำเกราะหนึ่งชุดมาพระราชทานแก่ใต้เท้าฉิน เพื่อส่งเสริมความมุ่งมั่นในการปกป้องเมือง”
