“ท่านจี้จิ่วหวัง ข้าน้อยจะไม่ให้พวกเขาขึ้นกำแพงเมืองไปต่อสู้ด้วยดาบทวน พวกเขาไม่ใช่ทหาร แต่สิ่งที่ทำได้สำคัญยิ่งกว่าการเป็นทหาร”
ฉินฮ่าวหรานเก็บบัญชีรายชื่อไว้ในแขนเสื้อ ก่อนกล่าวต่อว่า “ชาวเมืองหลวงนับล้านกำลังหวาดหวั่น ต้องมีคนคอยปลอบขวัญ ออกไปชี้แจง และบอกทุกคนให้รู้ว่าราชสำนักกำลังรักษาเมือง เหล่าทหารกำลังต่อสู้อย่างสุดชีวิต และไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเราควรอยู่นิ่งเฉย”
“นักศึกษาเหล่านี้มีความรู้ วาทศิลป์ และฐานะ คำพูดของพวกเขา ชาวบ้านยินดีฟังและเชื่อถือ เรื่องนี้จะขาดพวกเขาไปไม่ได้”
หวังเหวยเจินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ดี ข้าเชื่อเจ้า”
เขามองท้องฟ้าแล้วกล่าวต่อว่า “ยังไม่ค่ำนัก ฮ่าวหราน เจ้าไปจัดการธุระต่อเถิด พรุ่งนี้ยามเช้า ข้าจะไปรอจดชื่อผู้สมัครเข้ากองทัพด้วยตนเองที่หน้าโถงอีหลุน”
ฉินฮ่าวหรานประสานมือคำนับ “ขอบพระคุณท่านจี้จิ่วหวัง”
หวังเหวยเจินโบกมือ แล้วหันหลังเดินไปยังโถงหมิงหลุน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา “จิ่งสิง รักษาตัวด้วย”
ฉินฮ่าวหรานออกจากสำนักศึกษาหลวง ขึ้นรถม้าแล้วมุ่งหน้าไปยังกองทัพรักษานครอีกครั้ง
ฉินฮ่าวหรานเอนกายพิงผนังรถม้า หลับตาครุ่นคิดถึงกำลังที่อาจระดมมาได้ต่อ
รถม้าหยุดลงนอกประตูค่ายกองทัพรักษานคร เขาลงจากรถแล้วสาวเท้าเข้าไปในค่าย
เนี่ยเป้ากับสวีฉี่กลับมาถึงห้องโถงแล้ว ทั้งสองกำลังนั่งปรึกษาเรื่องบางอย่างกันเสียงเบา
เมื่อเห็นฉินฮ่าวหรานเข้ามา ทั้งคู่ก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
“กลับมาแล้วหรือ?” สวีฉี่ลุกขึ้นยืน กวาดตามองบุตรเขยตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าใบหน้ายังเป็นปกติและดูมีชีวิตชีวา จึงค่อยคลายใจ “ทางสำนักศึกษาหลวงเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฉินฮ่าวหรานเดินเข้าไปกลางห้อง คำนับเนี่ยเป้ากับสวีฉี่ตามลำดับ จากนั้นหยิบบัญชีรายชื่อออกจากแขนเสื้อ ยื่นให้ด้วยสองมือ “เรียนท่านพ่อตา นักศึกษาทั้ง 387 คนของสำนักศึกษาหลวงมารวมตัวกันครบแล้ว หลังข้าน้อยชี้แจง ทุกคนต่างฮึกเหิม ยินดีทุ่มเทชีวิต ท่านจี้จิ่วหวังรับปากแล้วว่า พรุ่งนี้ยามเช้าจะจดชื่อจัดทำบัญชี”
