เขาพิงกรงไม้ ท่าทางเกียจคร้านอยู่หลายส่วน ราวกับมิได้นั่งอยู่ในรถคุมขัง หากแต่นั่งอยู่บนเก้าอี้พักผ่อนในสวนดอกไม้ของตน
“เสียงเห่าหอนของคนพวกนี้ จะควรค่าแก่การใส่ใจได้อย่างไร?”
เขาเหลือบตามองอย่างเย่อหยิ่ง น้ำเสียงโอหังไร้ผู้ใดเทียบ เอ่ยเรียบ ๆ ว่า “ไม่เกินสิบวัน ข้าต้องได้กลับมาอีกครั้ง”
นายกองร้อยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะลั่นจนตัวโยน
เขาหันไปกล่าวกับนายกองว่า “ได้ยินหรือไม่? คุณชายเหยียนผู้นี้บอกว่าภายในสิบวันจะได้กลับมาอีกครั้ง! ฮ่า ๆ ๆ!”
นายกองหัวเราะตาม ทว่าพอหัวเราะไปสักพัก รอยยิ้มก็เริ่มฝืดเฝื่อน
แม้เหยียนยงจะล้มลงแล้ว แต่ตระกูลเหยียนสั่งสมอำนาจในราชสำนักมานานยี่สิบปี มีรากฐานหยั่งลึกเกี่ยวโยงทั่วทั้งราชสำนัก ใครจะรู้ว่าพวกเขายังมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?
นายกองร้อยเองก็นึกถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน รอยยิ้มจึงค่อย ๆ เลือนหายไป
เขาโบกมือ ส่งสัญญาณให้เดินทางต่อ รถคุมขังเคลื่อนผ่านประตูใหญ่ของกองบัญชาการพิทักษ์ทิศเหนือ เสียงด่าทอจากด้านหลังจึงค่อย ๆ ห่างไกลจนเงียบสนิท
เมื่อลงจากรถคุมขัง สีหน้าเหยียนตงโหลวยังคงเป็นปกติ มองไม่ออกว่ากำลังยินดีหรือขุ่นเคือง
ผู้คุมพาเขาเดินผ่านทางเดินมืดสลัว ก่อนขังไว้ในห้องคุมขังห้องหนึ่ง
เขายืนนิ่งอยู่ข้างกองฟางครู่หนึ่ง แล้วจึงนั่งลง
ห้องคุมขังข้างกันมีโจรปล้นสะดมผู้หนึ่งถูกขังอยู่ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง
มันเกาะซี่กรงไม้ ยื่นหน้าออกมามอง ก่อนหัวเราะเสียงประหลาดสองครั้งแล้วเอ่ยประชดประชันว่า “อ้าว นี่มิใช่คุณชายตงโหลวแห่งจวนอัครเสนาบดีเหยียนหรอกหรือ? ไฉนถึงมาพักแรมในคุกหลวงแห่งนี้เล่า?”
เหยียนตงโหลวไม่สนใจ
โจรผู้นั้นกลับไม่ยอมรามือ ขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อย กวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางจุ๊ปากไม่หยุด “จุ๊ ๆ ๆ เมื่อก่อนท่านนั่งเกี้ยวใหญ่แปดคนหาม มีผู้คนแห่แหนนำหน้าและตามหลัง ชาวบ้านบนถนนเห็นเข้าก็ต้องคุกเข่า ข้าแค่มองท่านจากข้างทางนานไปหน่อย ยังถูกพวกบ่าวรับใช้สุนัขของจวนท่านทุบตีจนเกือบตาย บัดนี้ท่านก็มีวันนี้เหมือนกัน!”
