ทันทีที่ถ้อยคำนี้หลุดออกมา บรรยากาศภายในท้องพระโรงก็พลันตึงเครียดขึ้น
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งจ้องมองเสนาบดีกรมคลังโดยไม่ตรัสสิ่งใด
จั่วเหวยชิงขมวดคิ้ว ก่อนก้าวออกมากล่าวว่า “ฝ่าบาท เหยียนยงรับพระบัญชาให้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากเรียกตัวกลับมาอีก ย่อมเป็นการเปลี่ยนพระดำริไปมา ทั้งยังทำให้พระราชอำนาจเสื่อมเสีย อีกทั้งความพ่ายแพ้ย่อยยับที่ต้าถงก็มีต้นเหตุมาจากการที่เหยียนยงเสนอชื่อคนผิดพลาด หากยังให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการทหารอีก มิเท่ากับให้ขุนนางผู้มีความผิดบัญชาการกองทัพหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีกรมคลังโต้แย้งว่า “ใต้เท้าจั่วกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เหยียนยงเสนอชื่อโฉวหลวนในครานั้นก็เพื่อคัดเลือกผู้มีความสามารถให้บ้านเมือง ใครจะคาดคิดว่าโฉวหลวนจะไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ อีกทั้งการเปลี่ยนแม่ทัพกลางศึกยังเป็นข้อห้ามใหญ่ของพิชัยสงคราม ยามนี้ต้าถงกำลังอยู่ในภาวะคับขัน ราชสำนักต้องการขุนนางผู้มีความสามารถ มิใช่การทะเลาะเบาะแว้งเพราะทิฐิพ่ะย่ะค่ะ”
จั่วเหวยชิงหัวเราะเย็นชา “ขุนนางผู้มีความสามารถหรือ? ความสามารถของเหยียนยงคือทำให้เมืองชายแดนพังพินาศไปทั่วหรือ? คือทำให้ทหารมองโกลรุกเข้ามาประหนึ่งไร้ผู้คนขวางกั้นหรือ?”
“เจ้า...” เสนาบดีกรมคลังหน้าแดงก่ำ
“พอได้แล้ว!” จักรพรรดิเทียนเฟิ่งตรัสเสียงต่ำ ตัดบทการโต้เถียงของทั้งสอง
พระองค์ทอดพระเนตรเสนาบดีกรมคลังด้วยแววตาเย็นชา “เจ้าหมายความว่า เราไม่ควรให้เหยียนยงพ้นจากตำแหน่งหรือ?”
เสนาบดีกรมคลังรีบคุกเข่าลง “กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมเพียงคำนึงถึงกิจการชายแดน...”
สุรเสียงของจักรพรรดิเทียนเฟิ่งเจือโทสะ ตรัสถามว่า “คำนึงถึงกิจการชายแดนหรือ? เหยียนยงอยู่ในราชสำนักมาสิบปี การป้องกันชายแดนหย่อนยาน เบี้ยหวัดทหารถูกยักยอก แม่ทัพใหญ่หักเบี้ยเลี้ยงทหาร กำแพงชายแดนพังทลายแต่ไม่ซ่อมแซม นี่คือผลงานจากการคำนึงถึงกิจการชายแดนของเขาหรือ?”
