เสมียนผู้ได้รับคำสั่งเคาะระฆังทองแดงใต้ระเบียง
กัง! กัง! กัง——
นี่คือเสียงระฆังเรียกพล
ไม่นานนัก ลานหน้าวิหารอีหลุนก็เต็มไปด้วยเหล่าบัณฑิต
เด็กหนุ่มทั้งหลายยืนอกผายไหล่ผึ่ง สีหน้าท่าทางเปี่ยมด้วยเลือดลมแห่งวัยเยาว์ ประหนึ่งไผ่เขียวขจีในคิมหันต์ แม้ตะวันแผดกล้าเหนือศีรษะ ก็ยังคงหยัดยืนอย่างทรนง
หวังเหวยเจินยืนอยู่บนขั้นบันได กวาดตามองไปรอบด้าน ก่อนกล่าวเสียงกังวานว่า “บัณฑิตทั้งหลาย จงฟังคำสั่ง! ปั๋วซื่อฉินได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาท มีเรื่องจะชี้แนะพวกเจ้า จงสงบปากสงบคำ ตั้งใจฟังปั๋วซื่อฉินกล่าว!”
สายตาของบัณฑิตทุกคนพร้อมใจกันจับจ้องไปยังฉินฮ่าวหราน
ฉินฮ่าวหรานยืนอยู่บนขั้นบันได ชายแขนเสื้อพลิ้วไหวตามสายลม แสงตะวันสาดต้องใบหน้า
เขามองเห็นความหวั่นวิตก ความหวาดกลัว และความสับสนในแววตาของเหล่าบัณฑิต
พวกเขาล้วนเป็นคนหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าปี หรือยี่สิบต้น ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ร่ำเรียนตำราปราชญ์ สิ่งที่ใฝ่ฝันมากที่สุดคือสอบผ่านการคัดเลือกขุนนาง ได้มีชื่อบนประกาศทอง
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งจะต้องเผชิญหน้ากับสงคราม ม้าศึกเหล็กกล้าของศัตรู และความเป็นความตาย
แต่บัดนี้ พวกเขาจำต้องเผชิญหน้ากับมัน
เสียงของฉินฮ่าวหรานดังก้องไปทั่วลาน
“กู่เป่ยโข่วแตกแล้ว ต้าถงพ่ายแล้ว คาดว่าทหารม้ามองโกลจะมาถึงใต้กำแพงเมืองในอีกสองวัน”
คนในลานสูดหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
สองวัน มีเวลาเพียงสองวัน
ฉินฮ่าวหรานไม่ปิดบังหรือบิดเบือนความจริง กล่าวต่อว่า “กองกำลังรักษาเมืองหลวงไม่แข็งแกร่ง อาวุธยุทโธปกรณ์ไม่ดี การฝึกฝนไม่เพียงพอ ขวัญกำลังใจก็ไม่สูง พูดตามตรง ในใจข้าเองก็ไม่มั่นใจ”
ลานพลันเกิดเสียงอื้ออึง บ้างส่ายหน้า บ้างกระซิบกระซาบ บ้างเผยสีหน้าหวาดหวั่น
“แต่!”
เสียงฉินฮ่าวหรานพลันดังขึ้น กลบเสียงวุ่นวายทั้งปวง
“เมืองนี้ต้องรักษาไว้ให้ได้! เพราะฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี่ บรรพชนของราชวงศ์สถิตอยู่ที่นี่ บ้านเรือนของราษฎรนับหมื่นก็อยู่ที่นี่เช่นกัน!
