ฉินเต๋อชางพาปลาไหลกับปลาช่อนที่คัดเลือกไว้ พร้อมฉินหย่วนซาน ฉินฮ่าวหราน และพวกอีกหกคน ออกเดินทางจากหมู่บ้านหลิวถังตั้งแต่ยามจื่อ นั่งเกวียนเทียมวัวฝ่าละอองน้ำค้างแข็ง มุ่งหน้าสู่เมืองอำเภออันห่างไกลอย่างเงียบเชียบ
ขณะเดียวกัน งานสำคัญอีกอย่างของหมู่บ้าน นั่นคือการนำโคลนเลนจากบ่อที่ระบายน้ำออกมาหมักทำปุ๋ย ก็เริ่มต้นขึ้นเช่นกัน
งานนี้มีฉินหย่งไท่ ผู้อาวุโสตระกูลผู้เป็นที่เคารพนับถืออีกคนของหมู่บ้านเป็นผู้ดูแล ต่างจากคราวระบายน้ำในบ่อซึ่งมีเสียงตะโกนกึกก้องคึกคัก การหมักปุ๋ยคล้ายการศึกอันเงียบงันและยืดเยื้อ ต่อสู้กับกาลเวลา สะสมสารอาหารและความหวังไว้ในผืนดินสำหรับปีหน้า
ชายฉกรรจ์ที่เหลือกับสตรีร่างกำยำ ภายใต้การบัญชาของฉินหย่งไท่ ต่างเริ่มลงมือทำงานอย่างเป็นระเบียบ
ขั้นแรกคือขุดหลุมกองวัสดุข้างบ่อน้ำ ข้างหลุมนั้นมีวัตถุดิบหลากชนิดที่เก็บรวบรวมมาตั้งแต่ต้นฤดูหนาวกองพะเนินอยู่แล้ว ทั้งมูลสัตว์กองสูงดุจเนินเขา ส่วนใหญ่เป็นมูลหมูกับมูลวัว ฟางข้าวและฟางข้าวสาลีที่มัดเป็นกำแล้วสับเป็นท่อน รวมถึงซังถั่วและวัชพืช
ส่วนวัตถุดิบสำคัญที่สุดอย่างโคลนเลนสีดำขลับเป็นเงา อุดมด้วยอินทรียวัตถุและมูลปลา กุ้ง ซึ่งขุดขึ้นจากก้นบ่อทั้งห้า ก็ถูกหาบมาทีละหาบ
“เดือนสิบสองตักโคลน หนึ่งหาบแทนมูลสัตว์ได้สามหาบ!” ฉินหย่งไท่กล่าวเสียงกังวาน ถ่ายทอดสุภาษิตชาวนาเก่าแก่ให้หนุ่ม ๆ ฟัง “โคลนจากบ่อนี้ดูดซับพลังจากสายน้ำไว้เต็มเปี่ยม ทั้งอุดมสมบูรณ์นัก จงระวังให้ดี คลุกเคล้าให้ทั่ว!”
บุรุษทั้งหลายถอดรองเท้า พับขากางเกงขึ้นสูง ใช้พลั่วผสมโคลนเลน มูลสัตว์ และฟางสับตามสัดส่วนคร่าว ๆ งานนี้ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และกำลัง หนุ่มน้อยคนหนึ่งเลียนแบบบิดาของตน ตักพลั่วลงไปครั้งหนึ่ง โคลนเลนหนักอึ้งแทบทำให้เขาเอวเคล็ด เขากัดฟันออกแรงเหวี่ยงโคลนดำไปบนกองวัสดุ ไม่นานเม็ดเหงื่อก็ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก
อากาศอบอวลด้วยกลิ่นซับซ้อนยากจะพรรณนา ทั้งกลิ่นคาวและเหม็นสาบ ปะปนกับกลิ่นสดชื่นของผืนดิน แม้กลิ่นนี้จะไม่น่าพิสมัย ทว่าสำหรับชาวนาแล้ว มันคือสัญลักษณ์แห่งผืนดินอุดมสมบูรณ์
