เรื่องน่ายินดีคือชื่อเสียงของตระกูลฉินเลื่องลือออกไปแล้ว เรื่องน่ากังวลคือผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ สำนักศึกษาประจำตระกูลก็รองรับไม่ไหว ในหมู่บ้านก็ไม่มีที่พักพอ
ฉินโส่วเย่มาหาฉินฮ่าวหรานเพื่อปรึกษา สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ “ฮ่าวหราน ผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ แค่เช้าวันนี้ก็มาแล้วสี่สิบกว่าคน บางคนเดินทางมาจากเมืองหลวงประจำมณฑล ใช้เวลาเดินทางหลายวัน จะให้ไล่พวกเขากลับไปก็คงไม่ได้กระมัง?”
ฉินฮ่าวหรานครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าว “ท่านอาโส่วเย่ พวกเราไม่ใช่โรงทาน ทั้งไม่ใช่สถานศึกษาที่เปิดรับศิษย์ ข้ากลับมาเยี่ยมญาติ มิใช่เพื่อเปิดสำนักสอนหนังสือ เอาเช่นนี้เถิด ตั้งโจทย์สักสองสามข้อเพื่อทดสอบ ผู้ใดมีความสามารถจริงก็ให้อยู่ ส่วนผู้ที่ไม่มีความสามารถก็เชิญกลับไป”
ฉินโส่วเย่พยักหน้ารัว แล้วถามต่อ “จะทดสอบอย่างไร? ทดสอบเรื่องใด?”
ฉินฮ่าวหรานครุ่นคิด “เริ่มจากให้แต่งคู่ขนานหนึ่งคู่ ผู้ที่แต่งได้ค่อยสอบบทความแปดขากับบทความเชิงนโยบายอย่างละหนึ่งชิ้น
บทความแปดขามีแบบแผนตายตัว ทั้งเกริ่น รับ ส่ง และสรุป กฎเกณฑ์เคร่งครัดที่สุด แสดงพื้นฐานความรู้ได้ชัดเจนที่สุด หากเขียนบทความแปดขาได้เป็นเรื่องเป็นราว ก็แสดงว่ามีพื้นฐานมั่นคง พอจะรับฟังคำสอนได้ หากเขียนไม่ได้ ก็กลับไปวางรากฐานให้แน่นแล้วค่อยมาใหม่
บทความเชิงนโยบายบ่งบอกถึงวิสัยทัศน์ ความรู้ และฝีมือในการเขียน บทความนั้นสอนได้ แต่ความรู้รอบตัวสอนไม่ได้ ผู้หนึ่งมีจิตใจกว้างขวางหรือไม่ มีสายตากว้างไกลหรือไม่ มีความรับผิดชอบหรือไม่ ดูได้จากบทความเชิงนโยบายของเขา เมื่อเขียนทั้งสองชิ้นแล้ว ก็พอจะรู้คร่าว ๆ ว่าจะขัดเกลาให้เป็นบัณฑิตได้หรือไม่”
ฉินโส่วเย่พยักหน้า แล้วหันไปจัดการ
เมื่อข่าวแพร่ออกไป บัณฑิตที่เดินทางมาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ฉินฮ่าวหรานยังคงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางทุกวัน ยืนปักหลักฝึกกำลังภายในในลานบ้าน ขยับเส้นเอ็นและกระดูก
