บัณฑิตหนุ่มในอาภรณ์สีครามได้ยินดังนั้น ก็รีบจัดหมวกปัดแขนเสื้อ ก่อนคารวะด้วยพิธีของผู้น้อย “ที่แท้ท่านคือท่านฉินจ้านซื่อ! ข้าน้อยเลื่อมใสชื่อเสียงมานาน! ท่านอาจารย์รับหน้าที่บรรยาย ณ ตำหนักบูรพา คอยช่วยเหลือองค์รัชทายาท อีกทั้งมีความรู้เป็นเลิศทั่วเมืองหลวง เรื่องนี้ข้าน้อยได้ยินมานานแล้ว วันนี้มีวาสนาได้พบ นับเป็นบุญยิ่งใหญ่ถึงสามชาติ!”
จากนั้นเขาก็แนะนำตัวอย่างเปิดเผย “ข้าน้อยชื่อพานสือเหลียง เป็นชาวอู๋เฉิง เจ้อเจียง ปีนี้โชคดีได้อันดับหนึ่งในการสอบฤดูใบไม้ร่วงของเจ้อเจียง จึงได้รับตำแหน่งเจี้ยหยวนจากการสอบระดับมณฑล คราวนี้เข้ามาเมืองหลวง เพื่อเตรียมเข้าสอบระดับเมืองหลวงของกรมพิธีการในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า”
ทั้งสองยืนเคียงกันริมฝั่งแม่น้ำ ละวางฐานะสูงต่ำและตำแหน่งที่แตกต่าง พูดคุยแลกเปลี่ยนวรรณกรรมและถกเถียงเรื่องใต้หล้าอย่างแท้จริง
สนทนาตั้งแต่บรรยากาศในหมู่บัณฑิต ข้อดีข้อเสียของการสอบคัดเลือกขุนนาง ไปจนถึงความทุกข์ยากของราษฎรและนโยบายใหม่ในราชสำนัก
จากข้อดีข้อเสียของการก่อสร้างเมืองเหนือ ไปจนถึงต้นตอของอุทกภัยในเมืองหลวง
แม้พานสือเหลียงจะเป็นเพียงบัณฑิต แต่กลับศึกษาชลประทานทั่วใต้หล้า อุทกภัยทางเหนือและใต้ ตลอดจนการจัดการลำน้ำไว้อย่างลึกซึ้ง ความเห็นของเขาก็แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร
โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงความแตกต่างของอุทกภัยทางเหนือและใต้ เขากลับมองได้ทะลุปรุโปร่งที่สุด “ข้าน้อยเติบโตในเจียงหนาน จึงรู้ซึ้งถึงภัยจากน้ำท่วม อุทกภัยในเจียงหนานมักเกิดช่วงฝนต้นฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ตะกอนทับถมในลำน้ำกับคันกั้นน้ำชำรุด คือปัญหาหลัก ส่วนอุทกภัยในเมืองหลวงทางเหนือมักเกิดจากฝนตกหนักในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง พื้นที่ต่ำ การระบายน้ำไร้ระเบียบ และระบบลำน้ำสับสน คือรากเหง้าของปัญหา
เมืองเหนือเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ บ้านเรือนและร้านค้าหนาแน่น ถนนหนทางตัดสลับกัน หากไม่เร่งสร้างระบบชลประทาน ขุดลอกลำน้ำ และจัดระเบียบทางระบายน้ำเสียก่อน เอาแต่ก่อสร้าง เปิดตลาด เพิ่มรายได้ หากไม่ถึงสามปี ย่อมถูกอุทกภัยย้อนกลับมาทำร้ายเป็นแน่
