เขารับใช้ฝนหมึกอยู่ในวัง ได้ยินเหล่าบัณฑิตสำนักฮั่นหลินบรรยายอยู่บ่อยครั้ง ทว่าไม่เคยได้ยินคำอธิบายเช่นนี้มาก่อน จึงเอ่ยว่า “ใต้เท้าฉิน แล้วอักษร ‘习’ นี้แท้จริงควรตีความว่าอย่างไรหรือ? หนูไฉเองก็อยากรู้เช่นกัน”
“ความหมายดั้งเดิมของอักษร ‘习’ คือการที่นกบินซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกท่านเคยเห็นลูกนกฝึกบินหรือไม่?”
ฉินเหวินป๋อพยักหน้า “เคยเห็นขอรับ นกนางแอ่นที่บ้าน ลูกนกเริ่มฝึกบินก็ไม่กล้าบิน นกตัวแก่จึงคอยเร่งอยู่ข้าง ๆ”
“ถูกต้อง นกฝึกบินมิใช่จะเรียนรู้ได้ในครั้งเดียว ต้องทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า บินครั้งแล้วครั้งเล่า ตกลงมาก็บินขึ้นไปใหม่ ตกลงมาแล้วก็บินขึ้นไปอีก
จนกระทั่งวันหนึ่ง ปีกแข็งแรง จึงจะโผบินเหนือฟ้าเก้าชั้นได้ ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของ ‘习’ มิใช่การทบทวน หากคือการลงมือทำ คือการฝึกฝน คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้จริง”
เขามองฉินเหวินป๋อด้วยแววตาอ่อนโยนแต่ลุ่มลึก
“เจ้าท่องตำรามาสิบปี แล้วเคยนำถ้อยคำในตำรามาใช้กับชีวิตตนเองหรือไม่? ยามโกรธ เคยนึกถึงคำว่า ‘เมื่อเกิดโทสะ จงนึกถึงผลร้าย’ หรือไม่? ยามคิดเกียจคร้าน เคยนึกถึงคำว่า ‘การศึกษาราวกับไล่ตามไม่ทัน’ หรือไม่? ยามคบหาผู้อื่น เคยนึกถึงคำว่า ‘สิ่งใดที่ตนไม่ปรารถนา ก็อย่ากระทำต่อผู้อื่น’ หรือไม่?
การอ่านหนังสือมิใช่เพื่อท่องจำ แต่เพื่อใช้ประโยชน์ ท่องได้คล่องปากแต่ใช้ไม่เป็น ก็เท่ากับอ่านเสียเปล่า เปรียบดังเจ้ามีดาบเล่มหนึ่ง ขัดถูจนเงาวับทุกวัน แต่ไม่เคยนำไปหั่นผักหรือฟืน แล้วดาบเล่มนั้นจะมีประโยชน์อันใด?”
ฉินเหวินป๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ
หลี่หงฟังอยู่ข้าง ๆ หลายปีมานี้ในวัง เขาพบเห็นบัณฑิตมามากมาย
