รถม้ายังคงเคลื่อนไปข้างหน้า นอกหน้าต่างรถ เงาร่างของเมืองเหลียงเซียงค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นทุกขณะ
ฉินฮ่าวหรานมองเมืองเบื้องหน้า ทว่าภายในใจกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดของหลี่หงเมื่อครู่
กล่าวให้ถึงที่สุด เรื่องในวงขุนนางก็หนีไม่พ้นน้ำใจผู้คนและธรรมเนียมปฏิบัติที่ต่างรู้แก่ใจกันโดยไม่ต้องเอ่ย
หลายปีที่อยู่ในสำนักฮั่นหลิน เขาทุ่มเทใจให้กับการศึกษา จึงไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้นัก
ทว่าเมื่อล่องใต้ตลอดเส้นทาง ขุนนางท้องถิ่นต่างต้อนรับส่งแขกกันไม่ขาดหน้า ภายนอกแสดงความเคารพต่อขุนนางราชสำนัก แต่ภายในต่างมีแผนการของตน
บางคนเคารพจากใจจริง หวังผูกไมตรีไว้ บางคนจำต้องมาเพียงเพื่อจัดการธุระให้พ้นตัว
บางคนต้องการหยั่งเชิงเขา ดูว่าขุนนางบรรยายแห่งสำนักฮั่นหลินคนใหม่ผู้นี้เป็นคนที่ควรเข้าหา หรือควรถอยห่าง
ฉินฮ่าวหรานหลับตาลงเล็กน้อย ลอบเตือนตนเองอยู่ในใจ
ตลอดเส้นทางนี้ เขาต้องรักษาเจตนาเดิมไว้ ทั้งไม่วางตนสูงส่งเกินไป
ต้องผูกไมตรีกับผู้คน ทั้งไม่ปล่อยให้ใครใช้ประโยชน์จากตน
สิ่งที่ยากที่สุดคือการวางตนให้พอเหมาะพอดี
อีกทั้งหลี่หงสามารถอยู่ในวังได้ถึง 18 ปี ไต่เต้าจากขันทีชั้นผู้น้อยจนได้รับมอบหมายให้เดินทางออกจากวังตามพระบัญชา ย่อมมิใช่คนธรรมดา
ระหว่างทางนี้ เขาควรสนิทสนมกับหลี่หง แต่ก็ต้องรักษาระยะห่างไว้ ใกล้เกินไปก็ไม่ดี ห่างเหินเกินไปก็ไม่ได้ ต้องพอเหมาะพอดี
ฉินเหวินป๋อเอ่ยขึ้นกะทันหัน ขัดจังหวะความคิดของฉินฮ่าวหราน “ท่านอา ท่านคิดว่าข้าจะสอบได้จวี่เหรินหรือไม่?”
ฉินฮ่าวหรานลืมตาขึ้น มองเด็กหนุ่มที่แววตาเปี่ยมด้วยความคาดหวังและความหวั่นใจ แล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ
“จะสอบได้หรือไม่ มิได้ขึ้นอยู่กับข้า แต่อยู่ที่ตัวเจ้า หากอ่านตำราให้ซึมซับถึงหัวใจและหยั่งรากถึงกระดูก จนกลายเป็นความรู้ของตนเอง อย่าว่าแต่จวี่เหรินเลย แม้แต่จิ้นซื่อก็สอบได้”
ดวงตาฉินเหวินป๋อเป็นประกายขึ้น ทว่าครู่ต่อมาก็หม่นลง “แต่ใคร ๆ ต่างพูดกันว่า ครอบครัวอย่างพวกเรา แค่มีซิ่วไฉสักคนก็นับว่าสูงส่งที่สุดแล้ว ส่วนจวี่เหรินกับจิ้นซื่อนั้น เป็นของบรรดาตระกูลใหญ่ในเมือง...”
