“ชักนำเพื่อนบ้านให้มาร่วมทางกับพวกเรา ให้ทุกคนมีหนทางทำมาหากินที่มั่นคง ชีวิตความเป็นอยู่จะได้ดีขึ้น รากฐานของพวกเราจึงจะหยั่งลึกยิ่งกว่าเดิม ชื่อเสียงก็จะแผ่ไกลและเป็นที่เลื่องลือยิ่งขึ้น
วันหน้าไม่ว่าตระกูลฉินหรือหมู่บ้านหลิวถังของเรา จะประสบลมฝนหรือความยากลำบากใด เพื่อนบ้านที่เคยได้รับคุณจากพวกเราเหล่านี้ ย่อมยินดียื่นมือเข้าช่วยเหลือ สิ่งนี้สำคัญและยั่งยืนกว่ากำไรไม่กี่ตำลึงที่จดเพิ่มในสมุดบัญชีมากนัก”
ถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสะกิดใจด้วยเรื่องราวทุกข์ยากและน้ำตาเลือดของตระกูล อีกทั้งยังคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาวโดยตั้งอยู่บนความเป็นจริง
ภายในศาลบรรพชนเงียบสงัดลงโดยสิ้นเชิง
ท่านอาสามฉินเป็นคนแรกที่พยักหน้า “คำพูดของฮ่าวหราน...กระจ่างแจ้งนัก ทั้งยังกล่าวได้ตรงใจข้า ตระกูลฉินของเรากว่าจะมีวันนี้มิใช่เรื่องง่าย
ต้องอาศัยคนหลายชั่วอายุขบฟันอดทน หลั่งหยาดเหงื่อและเลือด กระทั่งยอมทิ้งศักดิ์ศรี จึงได้มา
ไม้ต้นเดียวมิอาจเป็นผืนป่าได้ วิธีเพาะเลี้ยงสัตว์ร่วมกับหมู่บ้านอื่นนี้ ข้าเห็นว่าทำได้! ทั้งมั่นคงรอบคอบและเปี่ยมเมตตา นี่คือความใจกว้างที่ตระกูลฉินของเราพึงมี!”
ฉินโส่วเย่รีบแสดงจุดยืน “ข้าเห็นด้วยกับความคิดของฮ่าวหราน! และเห็นด้วยกับคำพูดของท่านอาสามด้วย! ทำสิ่งใดอย่ามองเพียงผลประโยชน์เล็กน้อยเฉพาะหน้า ต้องคำนึงถึงวันหน้า”
ท่านอาห้าฉินกับฉินเหล่าซื่อกระซิบปรึกษากันสองสามคำ ก่อนจะพยักหน้าตามกัน
ท่านอาห้าฉินครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ฮ่าวหรานพิจารณาได้รอบด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ขยายกิจการได้ และความเสี่ยงย่อมลดลงมาก นับเป็นเรื่องดี”
ท้ายที่สุด สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปยังท่านปู่เจ็ด
