ฉินโส่วเย่กับฉินหย่วนซาน สองชาวนาจากหมู่บ้านหลิวถัง ผลัดกันเฝ้าอยู่ข้างเตียง
ฉินโส่วเย่รับหน้าที่เฝ้าช่วงครึ่งแรกของคืน เขายกม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งห่างจากเตียงไม่ใกล้ไม่ไกล พอมองเห็นความเคลื่อนไหวของฮ่าวหรานได้ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างกาย
กระทั่งล่วงเข้ายามเที่ยงคืน ฉินหย่วนซานจึงเข้ามาผลัดเวรอย่างเงียบเชียบ ฉินโส่วเย่ลากขาที่เริ่มแข็งทื่อไปนอนตะแคงบนเตียงเล็กข้าง ๆ ทั้งเสื้อผ้า ทว่ากลับหลับไม่สนิท หูคอยเงี่ยฟังความเคลื่อนไหวจากทางเตียงอยู่ตลอด
เมื่อถึงเวรครึ่งหลังของคืน ฉินหย่วนซานยื่นมือไปแตะหน้าผากฮ่าวหรานด้วยหลังนิ้ว สัมผัสได้ว่ายังคงอุ่นอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยามพลบค่ำ
เมื่อวางใจลงได้บ้าง เขาก็เฝ้าอยู่เช่นนั้นเงียบ ๆ ด้วยกลัวจะปลุกหลานชายให้ตื่นจากนิทราอันแสนสบาย
เช้าวันถัดมา เสียงจอแจยามเมืองอู่ชางตื่นขึ้นลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง
ขนตาของฉินฮ่าวหรานขยับไหวสองสามครั้ง ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ร่างกายปวดเมื่อยไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกแยกชิ้นส่วนแล้วประกอบกลับใหม่ ทว่าเมื่อเทียบกับอาการอ่อนเพลียจนหมดแรงและเวียนศีรษะประหนึ่งถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนสิ้นเมื่อวาน ยามนี้นับว่าดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่ลำคอแห้งจนเจ็บ
ฉินหย่วนซานที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวแทบจะในทันที จิตใจที่กำลังง่วงงุนพลันสดชื่นขึ้น เขารีบขยับเข้ามาใกล้ แล้วลดเสียงลงอย่างแผ่วเบา “ฮ่าวหราน? ตื่นแล้วหรือ? รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
ฉินฮ่าวหรานหันหน้าไปเห็นท่านลุงใหญ่ จึงอ้าปากเอ่ย “ท่านลุงใหญ่... น้ำ...”
