ฉินฮ่าวหรานเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนเอ่ยถามว่า “ในเมื่อเป็นของบรรณาการ ราคาที่ราชสำนักรับซื้อคงไม่ต่ำกระมัง?”
เฉินอี้จู่ส่ายหน้า “ราคานั้นไม่ต่ำ ทว่าถูกรีดกินเป็นทอด ๆ มาถึงมือคนจับงู ก็พอแค่ซื้อชีวิตได้เท่านั้น หัวหน้าคนจับงูหักส่วนแบ่ง เสมียนชั้นผู้น้อยในท้องถิ่นเรียกเก็บค่าตรวจสอบ ทหารที่คุ้มกันเรียกเงินค่าลำบาก ครั้นถึงเมืองหลวง ขันทีในกรมวังยังต้องรับสินบนอีก
คนที่เสี่ยงชีวิตจริง ๆ ได้ส่วนแบ่งสักหนึ่งหรือสองส่วนก็นับว่าโชคดีแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้? ที่ดินมีน้อย คนมีมาก หากไม่จับงู คนทั้งบ้านจะกินอะไร?”
ฉินฮ่าวหรานพยักหน้าอย่างครุ่นคิด พลางทอดสายตาไปยังเส้นทางเบื้องหน้าของเรือ “ได้ยินว่าข้างหน้าคือจิ่วเจียง สถานที่สำคัญบนแม่น้ำฉางเจียงใช่หรือไม่?”
เฉินอี้จู่ได้ยินดังนั้นก็ฮึกเหิมขึ้น น้ำเสียงพลอยกระตือรือร้นตามไปด้วย
“ที่นั่นเป็นท่าเรือใหญ่! ล่องเรือต่อไปอีกครึ่งวันกว่าก็ถึงแล้ว จิ่วเจียงควบคุมปากทางทะเลสาบโผหยาง เปรียบได้กับกุญแจดอกหนึ่งที่คล้องอยู่ตรงเอวของแม่น้ำฉางเจียง ทำเลสำคัญยิ่งนัก ทั้งปลาและข้าวจากรอบทะเลสาบโผหยาง ใบชาจากเหราโจว โดยเฉพาะเครื่องลายครามเลื่องชื่อที่เผาจากจิ่งเต๋อเจิ้น
สมบัติเหล่านั้นบางดุจกระดาษ เสียงกังวานดุจระฆังหิน ขาวผ่องดุจหยก ส่วนใหญ่รวบรวมและขนลงเรือจากที่นั่น แล้วล่องไปตามแม่น้ำหรือขนส่งต่อไปยังที่อื่น พอถึงฤดูคึกคัก เสากระโดงเรียงรายดุจป่า เงาใบเรือบดบังตะวัน เสียงร้องของคนลากเรือดังกึกก้องไปทั่ว ส่วนเถ้าแก่ในโรงเก็บสินค้าดีดลูกคิดกันจนถึงเที่ยงคืน”
เขาดื่มสุราอีกอึก “แต่...เพราะเป็นแหล่งรวบรวมสินค้า ด่านภาษีที่นั่นจึงตรวจเข้มเป็นพิเศษ เสมียนชั้นผู้น้อยประจำด่านภาษีสายตาแหลมคมนัก สินค้าบนเรือลำหนึ่งมีมูลค่าเท่าใด พวกเขารู้แจ่มแจ้งอยู่แก่ใจ
