ไม่ได้พบกันหลายวัน ทั้งสามคนต่างผอมลงไปบ้าง โดยเฉพาะฉินโส่วเย่ ใต้ตาคล้ำเขียว เห็นได้ชัดว่ากลัดกลุ้มไม่น้อย
ฉินโส่วเย่เผยรอยยิ้มโล่งอก พลางช่วยฉินหย่วนซานถือสัมภาระ แล้วกล่าวว่า “ฮ่าวหราน พี่หย่วนซาน ในที่สุดพวกท่านก็มาถึงแล้ว เข้าไปคุยกันข้างในเถิด”
“ท่านอาโส่วเย่ ท่านอาอันเหอ ชิวโส่ว หลายวันนี้ลำบากพวกท่านแล้ว เรื่องราวคืบหน้าไปถึงไหน ลองเล่าให้ฟังก่อน”
ฉินโส่วเย่มองฉินอันเหอแวบหนึ่ง ฉินอันเหอเข้าใจความหมาย จึงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่วาดแผนที่อย่างง่ายไว้กับสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วคลี่วางบนโต๊ะ
“ฮ่าวหราน หลายวันนี้พวกเราตระเวนไปตามถนนสายหลักในเมืองหลายรอบ ทำเลที่เหมาะจะเปิดร้านอาหารมีอยู่ราว 3 แห่ง”
เขาชี้ลงบนแผนที่ “ทางใต้ของเมืองอยู่ใกล้ท่าเรือ ผู้คนสัญจรไปมามากที่สุด แต่ส่วนใหญ่เป็นกรรมกร ทหารเรือ และพ่อค้าเร่ พวกเขามุ่งหาของราคาถูกและกินอิ่ม หากเป็ดย่างของเราตั้งราคาไว้สูง เกรงว่าจะไม่เหมาะ อีกทั้งแถบนั้นผู้คนปะปนกันหลายประเภท ความสงบเรียบร้อยก็ด้อยกว่าอยู่บ้าง”
“ทางตะวันออกของเมืองอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอ ศาลบรรพชนขงจื๊อ และสำนักศึกษาหลายแห่ง ผู้คนที่ไปมาล้วนเป็นขุนนาง บัณฑิต และครอบครัวมีหน้ามีตา ลูกค้าดี ทั้งยังมีกำลังจับจ่าย ทว่าค่าเช่าร้านแพงยิ่ง อีกทั้งการแข่งขันก็สูง ร้านอาหารเก่าแก่หลายแห่งตั้งอยู่แถบนั้น ร้านใหม่ของเราคงตั้งหลักได้ไม่ง่าย”
“พวกเราชั่งใจอยู่หลายรอบ เห็นว่าบริเวณทางตะวันตกของเมืองเหมาะที่สุด ผู้พักอาศัยแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวฐานะปานกลาง ร้านรวงก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งร้านผ้า ร้านเครื่องเงิน และร้านยา แม้ไม่คึกคักที่สุด แต่ก็ไม่เงียบเหงา
“ที่สำคัญคืออยู่ใกล้ประตูเมืองตะวันตก ขนเป็ดและวัตถุดิบจากหมู่บ้านหลิวถังเข้ามาสะดวก อีกทั้งพวกเราพบร้านแห่งหนึ่งที่กำลังจะเปลี่ยนมือ เดิมเป็นโรงน้ำชาที่กิจการไม่ดี มี 2 ชั้น ด้านหลังมีลานเล็ก ๆ สามารถดัดแปลงเป็นห้องครัวและที่เก็บของได้ พื้นที่เพียงพอ โครงสร้างก็เหมาะสม”
