วันที่สาม ฉินฮ่าวหรานออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังสมาคมบ้านเกิดหูเป่ยและหูหนานตั้งแต่เช้าตรู่
หลัวเยี่ยนเฉินดำรงตำแหน่งรองผู้ตรวจการขั้นสาม เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อรายงานหน้าที่ ตามระเบียบราชสำนัก ต้องเข้าพักที่สถานรับรองคณะทูตประจำเมืองหลวง
ที่แห่งนี้เป็นสถานีพักม้าของทางราชสำนัก ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะเพื่อรับรองขุนนางผู้ใหญ่จากท้องถิ่น
อีกทั้งขุนนางต่างถิ่นหากไม่ได้รับพระบัญชา ก็ไม่อาจพักอาศัยในบ้านเรือนส่วนตัว และไม่อาจค้างแรมภายนอกตามอำเภอใจ
ฉินฮ่าวหรานยื่นเทียบเชิญ แล้วรอให้คนเข้าไปรายงาน
ครู่หนึ่ง ผู้ติดตามก็กลับมานำทางไปยังห้องหนังสือ ก่อนจะขอตัวจากไป
ฉินฮ่าวหรานเคาะประตูห้องหนังสือเบา ๆ
“เข้ามา”
ฉินฮ่าวหรานผลักประตูเข้าไป เห็นหลัวเยี่ยนเฉินนั่งสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่ง
หิมะที่เหลืออยู่ด้านนอกยังละลายไม่หมด ส่วนเตาถ่านในห้องส่งไออุ่นกำลังดี
ฉินฮ่าวหรานก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว จัดชายเสื้อแล้วค้อมกายคำนับ
“ศิษย์ฉินฮ่าวหราน ขออวยพรอาจารย์ให้เปี่ยมสุขในวสันตฤดูใหม่ขอรับ”
แววตาของหลัวเยี่ยนเฉินเปี่ยมด้วยความยินดี เขาวางหนังสือในมือลง แล้วยกมือขึ้นทำท่าประคองอย่างสุภาพ
“ลุกขึ้นเถิด นั่งลงค่อยพูด ฮ่าวหราน หลายปีมานี้เจ้าอยู่ในเมืองหลวง ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่”
ฉินฮ่าวหรานตอบอย่างนอบน้อม “เป็นเพราะบารมีของอาจารย์ ศิษย์จึงอยู่ดีทุกประการขอรับ”
กล่าวจบก็เอ่ยขออนุญาตนั่งตามธรรมเนียม แล้วนั่งลงอย่างสงบฝั่งตรงข้าม
หลัวเยี่ยนเฉินมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกอันยากจะพรรณนา
“นึกถึงวันวาน เจ้ายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยแตกเนื้อ ช่วงตัวผอมบางราวไผ่เขียวต้นหนึ่ง ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่กระจ่างใส เวลานั้นข้าเพียงกล่าวให้กำลังใจเจ้าไม่กี่คำ บอกว่าในภายหน้าเราสองคนอาจได้เป็นขุนนางร่วมราชสำนัก ใครจะคิดว่าคำพูดหยอกเย้าในวันนั้นจะกลายเป็นจริง...”
