สวีฉี่พยักหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “เสฉวนเป็นอย่างไร?”
หลัวเยี่ยนเฉินชะงัก “เสฉวนหรือ?”
สวีฉี่มองเขา แววตาแฝงความนัยอยู่หลายส่วน “ใช่แล้ว ผู้ตรวจการปกครองเสฉวน ตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลสู่เว้นว่างมานาน ตามธรรมเนียมให้ผู้ตรวจการปกครองทำหน้าที่แทน หากเจ้าไป ก็จะเป็นผู้ปกครองมณฑล แม้เป็นดินแดนทุรกันดารและแร้นแค้น ทว่าก็นับเป็นขุนนางใหญ่ผู้ดูแลพื้นที่แห่งหนึ่ง”
หลัวเยี่ยนเฉินนิ่งเงียบอยู่นาน กว่าจะเอ่ยว่า “พี่เสวียนฝู ข้าอายุหกสิบสามแล้ว อีกเจ็ดปีก็ถึงวัยเกษียณ ข้าจะไม่มีโอกาสได้ชมความรุ่งเรืองของเมืองหลวงแห่งนี้บ้างจริงหรือ?”
น้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่าใต้ความสงบนั้นกลับซ่อนความขมขื่นไว้สุดคณา
สามสิบสามปีแล้ว เขาฝันอยากเข้ามาเมืองหลวงแทบทุกคืน
แต่บัดนี้กลับได้รับคำบอกว่าเขาไม่อาจอยู่ต่อได้
ด้านนอกหน้าต่าง หิมะเริ่มโปรยปราย เกล็ดหิมะปลิวว่อนตกลงบนผืนน้ำแข็งของสระน้ำจี้สุ่ย
สวีฉี่เงียบอยู่นาน ก่อนเอ่ยปากว่า
“ผู้สำเร็จราชการใหญ่ไม่ใช่ข้า คนที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัยคือเหยียนยง ข้าเป็นเพียงหมากที่ฝ่าบาททรงใช้คานอำนาจเขา เหยียนยงไม่มีทางยอมให้คนของข้าอยู่ในเมืองหลวงและครองตำแหน่งสำคัญ”
หลัวเยี่ยนเฉินเข้าใจแล้วว่าเขาไม่อาจอยู่ในเมืองหลวงได้ เพราะเป็นศิษย์ร่วมรุ่นของสวีฉี่ และเป็นคนของสวีฉี่
ในราชสำนักแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจระหว่างสองฝ่ายเป็นที่ประจักษ์ทั่วทั้งราชสำนักมานานแล้ว
ยามนี้ หากคนของสวีฉี่คนใดคิดอยู่ในเมืองหลวง ย่อมถูกเหยียนยงมองว่าเป็นภัยคุกคาม และถูกกดขี่อย่างไม่ไว้หน้า
หลัวเยี่ยนเฉินยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
“เสฉวนก็เสฉวนเถิด อย่างไรชีวิตข้าก็ต้องระหกระเหินอยู่ข้างนอกมาตลอด” น้ำเสียงเจือความอับจนหนทางและยอมรับชะตาอยู่หลายส่วน
