สวีเหวินข่ายนึกถึงยามที่ตนยังร่ำเรียน หากเกียจคร้านเอาแต่เล่น บิดาก็จะลงโทษ มารดาก็จะกล่าวตักเตือน ทว่าไม่เคยมีผู้ใดต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อให้เขาได้ศึกษาเล่าเรียน
“ขั้นที่สองคือการส่งเสีย ต้นทุนในการร่ำเรียนและเข้าสอบสำหรับตระกูลชั้นล่างนั้นสูงลิบลิ่ว ทั้งพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ของกำนัลมอบให้อาจารย์ในเทศกาลต่าง ๆ ตำราสำหรับการสอบคัดเลือกขุนนาง ตลอดจนค่าเดินทางไปเข้าสอบ... ล้วนต้องอาศัยคนทั้งตระกูลประหยัดอดออมรวบรวมมา
หลายตระกูลจำต้องขายที่นาแปลงเล็กกับวัวไถนา สมาชิกในตระกูลออกไปรับจ้างทำงานหนัก ส่วนพี่น้องหญิงก็ต้องแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อแลกสินสอด”
“เพื่อซื้อตำรารวมบทความเชิงนโยบายเพียงเล่มเดียว คนทั้งตระกูลต้องกินรำกินผักอยู่หลายเดือน เพื่อส่งเขาไปเข้าสอบ หลายตระกูลถึงกับยอมจำนองที่นา...”
สวีเหวินข่ายกำมือแน่น เขานึกถึงหนังสือที่วางกองระเกะระกะอยู่ในห้องหนังสือ บางเล่มเปิดอ่านเพียงไม่กี่หน้าก็ถูกโยนทิ้งไว้ข้าง ๆ บางเล่มกระทั่งยังไม่เคยเปิด หนังสือเหล่านั้น ทุกเล่มอาจเป็นเสบียงอาหารที่คนทั้งตระกูลของบัณฑิตจากครอบครัวชาวนาต้องใช้ประทังชีวิตอยู่หลายเดือน
“ขั้นที่สามคือการตัดใจ ผู้ที่ถูกผลักดันให้เป็น ‘เชื้อไฟ’ นับแต่ถูกเลือก ก็ไม่ใช่คนคนหนึ่งอีกต่อไป หากกลายเป็น ‘เครื่องมือสอบคัดเลือกขุนนาง’ ของคนทั้งตระกูล
ไม่มีผู้ใดใส่ใจความยินดีหรือทุกข์ใจของเขา ความชอบส่วนตัวถูกกดข่มจนสิ้น แม้ไม่ชอบบทความแปดขา ก็ยังถูกบังคับให้อ่านหนังสืออย่างหนักทั้งวันทั้งคืน ทั้งยังถูกขังไว้ในเรือนห่างไกลเพื่อเตรียมสอบ
เมื่อถึงวัยแต่งงาน ตระกูลก็จัดการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ให้เขา ต้องแต่งกับบุตรสาวพ่อค้าที่พอมีฐานะ เพียงเพื่อหยิบยืมเงินจากบ้านฝ่ายภรรยามาใช้สอบต่อ หรือไม่ก็แต่งกับบุตรหลานของขุนนางที่มีฐานะสูงกว่า”
