วันที่ 16 เดือนสอง แสงอรุณเริ่มจับขอบฟ้า
ฉินฮ่าวหรานตื่นขึ้นตามปกติ หลังออกกำลังกายอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามสะอาดตา แล้วนั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือ
บนโต๊ะหนังสือมีคัมภีร์ซ่างซูเปิดค้างอยู่ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกวางเรียงเป็นระเบียบ ราวกับสนามสอบเมื่อหลายวันก่อนเป็นเพียงเหตุการณ์แทรกสั้น ๆ เท่านั้น
ฉินเหอวั่งทั้งสามคนก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน พวกเขาค่อย ๆ กวาดลานเรือนและเตรียมอาหารเช้า บางครั้งก็เหลือบมองเงาร่างที่ก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ในห้องผ่านประตูที่เปิดแง้มไว้ ก่อนจะสบตากันด้วยแววตาซับซ้อน
ไม่มีใครกล้าถามว่า “สอบได้เป็นอย่างไรบ้าง”
การสอบทั้งสามสนามนี้ สำหรับพวกเขาแล้วประหนึ่งความฝันอันยาวนานและพร่าเลือน ทุกวันพวกเขาคอยส่งฉินฮ่าวหรานไปสนามสอบหลวง ยามดึกก็รอรับเขากลับท่ามกลางลมหนาว เฝ้ามองฉินฮ่าวหรานที่ซูบโทรมลงทุกวัน ทว่าสายตายังคงแน่วแน่
ฉินเถี่ยหลี่นั่งยองอยู่หน้าเตา คอยเติมฟืน พลางถามเสียงเบาว่า “พี่เหอวั่ง ท่านว่า...หากฮ่าวหรานสอบได้ จะเป็นเช่นไร”
ฉินเหอวั่งชะงักไปครู่หนึ่ง “ถ้าสอบได้ ก็จะเป็นใต้เท้าจิ้นซื่อแล้ว ตระกูลฉินของพวกเรา...ในที่สุดก็พ้นจากความลำบากเสียที”
ฉินเหอวายังหนุ่ม ซ่อนคำพูดไว้ไม่อยู่ “แล้วถ้าสอบไม่ได้เล่า”
ในห้องครัวเงียบงันไปชั่วขณะ ฟืนในเตาส่งเสียงแตกเปรี๊ยะ
“ถ้าสอบไม่ได้ก็สอบใหม่ พวกเราจะอยู่เป็นเพื่อนเขา สามปี หกปี เก้าปี...สักปีย่อมต้องสอบได้”
เขากล่าวอย่างหนักแน่น ราวกับกำลังพูดถึงสัจธรรมที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง
หลังอาหารเช้า ฉินเหอวั่งไปตรวจดูที่โรงเตี๊ยมตามปกติว่ามีจดหมายส่งมาหรือไม่
ฉินเถี่ยหลี่กับฉินเหอวายทำงานจิปาถะอยู่ในลานเรือน ส่วนฉินฮ่าวหรานอ่านหนังสือต่อไป
