ฉินฮ่าวหรานอธิบายอย่างอดทนว่า “ท่านลุงใหญ่ ยามนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน หากข้ายังเป็นเพียงบุตรชาวนาธรรมดา รับไว้ก็คงรับไว้แล้ว ทว่าบัดนี้ข้าเป็นถึงอันดับหนึ่งของการสอบระดับเมือง ทั้งยังเป็นศิษย์ที่ท่านเจ้าเมืองหลัวรับรองด้วยตนเอง
ไม่รู้ว่ามีดวงตากี่คู่กำลังจับจ้องข้าอยู่ในที่ลับตา ขุนนางคนอื่นในที่ว่าการเมือง บัณฑิตผู้ใฝ่คุณธรรมในหมู่บัณฑิต หรือแม้แต่ศัตรูที่มีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกับท่านเจ้าเมือง ก็อาจกำลังเฝ้าดูเด็กอัจฉริยะที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างข้า ศิษย์ใหม่ของท่านเจ้าเมือง ว่าจะทำเช่นไรต่อไป ทุกการกระทำของข้าไม่ได้เป็นตัวแทนของข้าเพียงผู้เดียวอีกแล้ว แต่ยังพัวพันถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของท่านเจ้าเมืองหลัวด้วย”
“หากข้ารับของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ไว้ทั้งหมด เมื่อไปตกอยู่ในสายตาของผู้มีเจตนาแอบแฝง พวกเขาจะคิดเช่นไร? ดูสิ บุตรชาวนาก็ช่างตาตื้นนัก พอได้รับความโปรดปรานจากท่านเจ้าเมือง ก็รีบร้อนเริ่มกอบโกยทรัพย์สินเสียแล้วหรือ?
ที่แท้คนที่ท่านเจ้าเมืองถูกใจ ก็เป็นคนเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กน้อยเช่นกันหรือ? ดูท่าท่านเจ้าเมืองหลัวคงมองคนไม่ขาดเสียแล้ว! รากฐานยังตื้นเขิน ไม่รู้จักข้อควรระวังในวงขุนนาง รับของขวัญจากจางซานเข้า แล้วหลี่ซื่อจะคิดเช่นไร? หวังอู่จะรู้สึกว่าถูกดูแคลนหรือไม่? นี่มิใช่เริ่มแบ่งพรรคแบ่งพวกตั้งแต่อายุยังน้อยหรอกหรือ?”
“คำคนสามารถหลอมทอง คำใส่ร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่ากัดกร่อนกระดูก”
มันมาจากมุมที่มองไม่เห็น ยากจะป้องกัน และมากพอจะทำลายชื่อเสียงอันล้ำค่าที่สุดของคนผู้หนึ่งให้สิ้นซาก ก่อนที่เขาจะสร้างผลงานใด ๆ ได้เสียอีก
โดยเฉพาะในวงขุนนางแห่งนี้ ชื่อเสียงเปราะบางยิ่งกว่าแก้วหลิวหลี ชื่อเสียงว่าโลภและมองการณ์สั้น หากแปดเปื้อนขึ้นมาแล้ว ต่อให้ภายหน้ามีพรสวรรค์ ก็ยากจะได้รับการยอมรับจากบัณฑิตผู้ใฝ่คุณธรรม เส้นทางเบื้องหน้าย่อมขรุขระเป็นแน่
วันนี้เราคืนของขวัญ มิใช่เพื่อทำให้ผู้ใดขุ่นเคือง แต่เพื่อแสดงเจตจำนงว่า ข้าฉินฮ่าวหรานมุ่งอ่านตำราปราชญ์ มิได้ใฝ่หาสิ่งของทางโลกเหล่านี้ และขอให้ทุกท่านอย่าได้นำสิ่งของทางโลกมารบกวนข้า
