ทว่าบางครั้ง เขาก็อดนึกถึงอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้ว่า บัดนี้นางเป็นสุขดีหรือไม่ บุรุษผู้นั้นจริงใจต่อนางหรือเปล่า นางเคยเสียใจแม้เพียงครึ่งส่วนหรือไม่
เคยมีค่ำคืนใดที่นางนึกถึงเด็กน้อยซึ่งถูกทิ้งไว้ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านในวันนั้นบ้างหรือไม่
ท่านอาฉินเต๋อชางเอ่ยปลอบใจว่า
“ฮ่าวหราน เรื่องในอดีตผ่านไปแล้ว ก็อย่าเก็บมาใส่ใจอีกเลย บัดนี้เจ้ามีครอบครัว มีเหวินหยวน เหวินเจา และเหวินอินอยู่เคียงข้าง ชีวิตสงบสุขราบรื่น หนทางขรุขระที่ผ่านมา ก็ปล่อยให้ลอยไปกับสายลมเถิด คนเราไม่ควรเอาแต่หันกลับไปมองตลอดชีวิต หันกลับไปเห็นแต่ทางขรุขระ มองไปข้างหน้าจึงจะพบฟ้ากระจ่าง”
ฉินฮ่าวหรานลุกขึ้น ประสานมือคำนับทุกคน
“ท่านอา ท่านลุงใหญ่ ท่านอาโส่วเย่ ข้าน้อยขอตัวก่อน เงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงนั้น สมควรเป็นข้าที่ออก...”
ฉินหย่วนซานมองเขาด้วยแววตาเปี่ยมความเอ็นดู
“ไปเถิด พักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้พาเด็ก ๆ ไปยังตัวเมืองเพื่อเยี่ยมอาจารย์หลี่ อย่าคิดฟุ้งซ่านอีก”
ฉินฮ่าวหรานขานรับ ก่อนหันหลังเดินออกจากประตูเรือน
เมื่อกลับถึงบ้าน สวีเหวินอินยังไม่นอน เมื่อมองเงาด้านข้างของภรรยาใต้แสงตะเกียง หัวใจพลันสงบลง
“เหวินอิน”
“ท่านพี่”
“เรื่องของมารดา ท่านลุงใหญ่เล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว”
มือที่กำลังเย็บปักของสวีเหวินอินชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเย็บต่อโดยมิได้เอ่ยอะไร เพียงโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย เป็นเชิงบอกว่ากำลังตั้งใจฟัง
ฉินฮ่าวหรานจึงเล่าถ้อยคำของฉินหย่วนซานและฉินโส่วเย่ให้ภรรยาฟังตามลำดับอย่างสงบ น้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังเล่าเรื่องเก่าของผู้อื่น
“พรุ่งนี้ข้าจะไปเยี่ยมอาจารย์หลี่ที่ตัวเมือง พาเหวินหยวนกับเหวินเจาไปด้วย ให้ท่านอาจารย์ได้พบหน้า...”
รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้ายังเพิ่งสาง ฉินฮ่าวหรานก็ลุกขึ้นออกไปยังสำนักศึกษาประจำตระกูล
“อาจารย์จาง วันนี้บุตรชายของข้าขอลาหนึ่งวัน ข้าจะพาพวกเขาไปเยี่ยมอาจารย์ที่ตัวเมือง”
อาจารย์จางพยักหน้ารัว ๆ “ราชบัณฑิตเชิญตามสบาย เหวินหยวนกับเหวินเจาเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายในสำนักศึกษาประจำตระกูล เมื่อวานก็ขยันอ่านตำรา ลาหนึ่งวันไม่เป็นไร”
