ฉินฮ่าวหรานยังคงจมอยู่กับตำราประวัติศาสตร์และคัมภีร์ต่าง ๆ ทุกวัน ทว่าในใจก็ยังห่วงใยญาติผู้พี่ทั้งสามที่เพิ่งมาถึง ไม่รู้ว่าพวกเขาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อันเต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อนของผู้คนได้เพียงใด
แรกเริ่มนั้น ฉินฮ่าวหรานมักหาเวลาว่างอันน้อยนิดช่วงพักกลางวัน หรือยามที่เลิกเรียนแล้วยังไม่ค่ำ อ้อมไปเดินแถวหอเจียงฮั่นทุกสองสามวัน
บางครั้งก็หาเหตุหาราวไปสนทนากับหลี่จู๋เซวียนเรื่องบทความร่วมสมัย อาศัยโอกาสแวะไปที่หอสุราเพื่อดูพวกเขา
ส่วนใหญ่แล้ว เขาเพียงยืนมองอยู่ไกล ๆ ตรงหัวมุมถนน เฝ้าดูผ่านฝูงชนขวักไขว่เงียบ ๆ
เห็นท่านอาอันเหอประคองถาดหนักอึ้ง เดินขวักไขว่ไปมาระหว่างโต๊ะเก้าอี้อย่างเร่งร้อน
เห็นพี่เหอวั่งต้อนรับแขกอยู่หน้าประตู พยายามฝืนยิ้มที่ยังดูเก้กัง
บางครั้งก็เห็นพี่ชิวโส่วอุ้มกะละมังไม้ใบใหญ่ เดินเข้าออกทางประตูหลัง ร่างของเขาถูกไอร้อนและบริเวณงานหลังครัวอันยุ่งวุ่นวายกลืนหายไป
งานของคนตระกูลฉินทั้งสามที่หอเจียงฮั่นมิได้ราบรื่นไร้อุปสรรค ความจริงที่ต้องเผชิญนั้นบาดใจยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้มาก
ฉินอันเหอกับฉินเหอวั่งมีหน้าที่เป็นเสี่ยวเอ้อในนาม แต่เพิ่งมาถึงและไร้ประสบการณ์ จึงได้แต่เริ่มจากงานจิปาถะพื้นฐานที่สุด
พวกเขาเป็นผู้ช่วยและลูกมือของเสี่ยวเอ้ออาวุโส คอยยกอาหาร เก็บกวาดถ้วยชามที่เลอะเทอะ และซักผ้าเช็ดโต๊ะที่ซักเท่าไรก็ไม่หมดเสียที
ในหอสุรามีผู้คนมากมายหลากหลาย ทั้งยังมีคนหลายประเภทมารวมตัวกัน เสี่ยวเอ้อคนอื่น ๆ ซึ่งคลุกคลีอยู่ที่นี่มาหลายปีเห็นว่าพวกเขาเป็นคนที่เถ้าแก่น้อยหลี่จู๋เซวียนแนะนำมาด้วยตนเอง อีกทั้งแต่งกายเชย ๆ พูดจาติดสำเนียงบ้านนอก ต่อหน้าจึงทำทีสุภาพ เรียกขานพวกเขาว่าพี่น้องตระกูลฉิน ทว่าลับหลังกลับกีดกันและดูแคลน
งานสกปรกและงานหนัก อย่างเช่นเก็บกวาดสิ่งที่แขกเมาสุราอาเจียนออกมา ขนไหสุราหนักอึ้ง หรือเช็ดมุมที่เปื้อนคราบน้ำมันมากที่สุด มักตกเป็นหน้าที่ของพวกเขาเสมอ
