แม้ในนั้นจะมีคนมีฝีมือจริง ๆ อยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งพอจะแยกแยะโรคยากได้ แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นพวกฉวยโอกาส อาศัยท่องจำตำรับยาโบราณไม่กี่ขนาน แล้วจัดยาไปตามตำรา ไม่รู้จักแม้แต่การวินิจฉัยโรคให้ตรงกับอาการ หากพบโรคเรื้อรังที่รักษายากเช่นเดียวกับอาการป่วยของผู้อาวุโสในตระกูลท่าน หรือโรคประหลาดที่วินิจฉัยยาก ก็มีแต่จะจนปัญญา ซ้ำยังทำให้อาการทรุดหนักกว่าเดิม”
ฉินฮ่าวหรานฟังแล้วขมวดคิ้วแน่น
“ประการที่สอง สำนักหมอหลวงมีหน้าที่ถวายการรักษาฮ่องเต้และพระสนม ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ แต่ด้วยเหตุนี้จึงระมัดระวังจนเกินไป เวลาตรวจโรคก็ให้หมอหลายคนร่วมวินิจฉัย ไม่มีผู้ใดกล้าใช้ยาฤทธิ์แรง ไม่มีผู้ใดกล้าคิดค้นสิ่งใหม่ ขอเพียงไม่ผิดพลาด ไม่หวังสร้างผลงาน นานวันเข้า แม้ทฤษฎีจะแน่น แต่ฝีมือภาคปฏิบัติกลับอ่อนด้อย เมื่อพบโรคฉุกเฉินหรืออาการหนัก ก็มักจนปัญญา”
โจวเหยียนหลี่ลดเสียงต่ำลงอีก “ประการที่สาม ทุกวันนี้สำนักหมอหลวงมีบรรยากาศไม่ดี บางคนไม่รู้วิชาแพทย์เลยด้วยซ้ำ แต่อาศัยขันทีหรือขุนนางผู้มีอำนาจฝากฝัง ก็เข้าไปเป็นขุนนางได้ หลายปีก่อนมีคนชื่อหลิวเหวินไท่ เดิมเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่กลับอาศัยเส้นสายเข้าไปในสำนักหมอหลวง ทั้งยังได้เป็นเจ้ากรม ท่านว่า คนเช่นนี้จะรักษาคนให้หายได้หรือ”
ฉินฮ่าวหรานไม่คิดเลยว่าสำนักหมอหลวงจะมีสภาพเช่นนี้
โจวเหยียนหลี่มองเขา พลางกล่าวด้วยความหวังดีว่า “จิ่งสิง หากท่านจะหาหมอ อย่ามุ่งไปที่สำนักหมอหลวงเป็นอันขาด หมอหลวงเหล่านั้นยังตัวสั่นงันงกเวลารักษาฮ่องเต้ ยิ่งเป็นผู้อาวุโสของท่านก็ยิ่งไม่กล้าลงแรงรักษา เกิดผิดพลาดขึ้นมา โรคเล็กอาจกลายเป็นโรคใหญ่ได้”
ฉินฮ่าวหรานถามอย่างร้อนใจ “เช่นนั้นข้าน้อยควรหาหมอแบบใดหรือ”
โจวเหยียนหลี่ตอบว่า “หาหมอมีชื่อเสียงในหมู่ชาวบ้าน หมอที่เดินทางรักษาคนไปทั่ว มักมีประสบการณ์ตรวจรักษามากมาย พบคนไข้มาหลากหลาย ย่อมเชี่ยวชาญโรคที่วินิจฉัยยากที่สุด
