ปลายเดือน 11 เมืองหลวงย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว
ยามเย็นวันนั้น ฉินฮ่าวหรานกลับจากทำงาน พอเพิ่งก้าวเข้าประตูลานบ้าน ก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศผิดแผกไปจากปกติ
ในโถงหน้าใหญ่มีแสงไฟ แต่กลับเงียบงัน ไร้เสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นหยอกล้อเช่นทุกวัน
เมื่อเดินเข้าไปในโถงหน้าใหญ่ ก็เห็นฉินเต๋อชางนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ส่วนฉินหย่วนซานนั่งอยู่ด้านข้าง ทั้งสองมีสีหน้าเคร่งขรึม
เฉินซื่อ ฉินหลิงกู และจางชุนเถานั่งอยู่เบื้องล่าง ต่างก็เงียบไม่เอ่ยวาจา
ฉินฮ่าวหรานนึกฉงน จึงก้าวเข้าไปคารวะท่านปู่รองกับท่านลุงใหญ่ ก่อนนั่งลงด้านข้าง
หลังจากเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง ฉินเต๋อชางก็เอ่ยขึ้นในที่สุด “ฮ่าวหราน ท่านปู่รองมีเรื่องหนึ่งอยากหารือกับเจ้า”
ฉินฮ่าวหรานรีบตอบ “ท่านปู่รองโปรดกล่าวมาเถิด”
ฉินเต๋อชางลูบเคราพลางเอ่ยช้า ๆ “ข้าครุ่นคิดดูแล้ว ถึงเวลาต้องกลับบ้านเกิดเสียที”
ฉินฮ่าวหรานชะงัก รีบกล่าวว่า “ท่านปู่รอง จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? ท่านเพิ่งมาได้ไม่นาน เหตุใดจึงคิดกลับแล้วเล่า?”
ฉินเต๋อชางโบกมือ “ข้ามาเกือบสองเดือนแล้ว คนที่ควรพบก็พบหมดแล้ว เรื่องที่ควรจัดการก็จัดการเรียบร้อย งานมงคลของเจ้าก็สมบูรณ์ ขุนนางก็เป็นได้อย่างมั่นคง ท่านปู่รองวางใจแล้ว หากอยู่ต่อไปก็ไม่เหมาะนัก”
ฉินหย่วนซานพยักหน้าอยู่ด้านข้าง “ใช่แล้ว ฮ่าวหราน ที่บ้านยังมีเรื่องอีกมาก ทั้งที่นาและกิจธุระในตระกูล ล้วนรอให้พวกเรากลับไปจัดการ จะให้พักอาศัยที่นี่ กินใช้ของเจ้าไปตลอดก็คงไม่ได้”
ฉินฮ่าวหรานร้อนใจ ลุกขึ้นกล่าวว่า “ท่านปู่รอง ท่านลุงใหญ่ พวกท่านพูดอะไรเช่นนั้น? กินใช้ของข้าอะไรกัน? พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านของพวกท่าน อยากอยู่กี่วันก็อยู่ได้ มีใครพูดอะไรหรือ?”
