สวีฉี่ยิ้มบาง ๆ โดยมิได้เอ่ยตอบ
เนี่ยเป้ากล่าวต่อว่า “หลายปีมานี้ ข้าอยู่กรมกลาโหม ได้พบผู้คนมามากมาย คนพูดเก่งมีอยู่ไม่น้อย แต่คนลงมือทำงานจริงกลับมีน้อย เขยผู้นี้ของเจ้า ทั้งพูดเป็น ทั้งทำงานเป็น นับว่าหาได้ยาก ที่ยิ่งหาได้ยากกว่าคือ เขาไม่ร้อนรน ไม่วู่วาม ทำสิ่งใดเป็นขั้นเป็นตอน คนเช่นนี้ในราชสำนักมีไม่มาก”
สวีฉี่จึงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแฝงความถ่อมตนอยู่เล็กน้อย “อาจารย์กล่าวชมเกินไปแล้ว จิ่งสิงยังเยาว์วัย ประสบการณ์ยังน้อย เรื่องราวอีกมากยังต้องให้อาจารย์ชี้แนะ”
เนี่ยเป้าโบกมือ “ไม่ต้องถ่อมแทนเขา ข้ามองคนไม่เคยผิด เด็กผู้นี้ในวันหน้า ย่อมประสบความสำเร็จใหญ่หลวง”
รถม้าแล่นผ่านประตูวัง ทั้งสองลงจากรถแล้วสาวเท้าไปยังตำหนักเฉียนชิง
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งกำลังอ่านฎีกาอยู่ในตำหนักอุ่นด้านตะวันตกของตำหนักเฉียนชิง
ฎีกาบนโต๊ะกองสูงราวภูเขาน้อย ๆ พระองค์พลิกอ่านทีละฉบับ ใช้พู่กันชาดวงและขีดเขียนลงไป พระพักตร์เคร่งขรึม ความพ่ายแพ้ย่อยยับที่ต้าถง กู่เป่ยโข่วกำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เมืองหลวงประกาศเตรียมพร้อมรับศึก หลายวันนี้ไม่มีเรื่องใดราบรื่นเลย
ม่ายฝูเข้ามากราบทูล “ฝ่าบาท เนี่ยเป้าเสนาบดีกรมกลาโหมกับสวีฉี่เสนาบดีกรมพิธีการขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งวางพู่กันชาดลง แล้วคลึงหว่างพระขนง “ให้เข้ามา”
เนี่ยเป้ากับสวีฉี่เข้ามาในตำหนัก คุกเข่าคำนับ
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งโบกพระหัตถ์ “ลุกขึ้นเถิด มีเรื่องใด”
เนี่ยเป้าลุกขึ้น หยิบบทความเชิงนโยบายที่ฉินฮ่าวหรานเขียนออกจากแขนเสื้อ แล้วประคองถวายด้วยสองมือ “ฝ่าบาท วันนี้กระหม่อมกับใต้เท้าสวีไปตรวจดูการเตรียมพร้อมทางทหารของกองทัพรักษานคร พบว่าภายในค่ายมีปัญหาสะสมอยู่มาก ทหารอ่อนล้า เกราะและอาวุธชำรุดคมทื่อ ค้างเบี้ยหวัดมาสามเดือน ขวัญกำลังใจตกต่ำ หลังหารือกันแล้ว กระหม่อมทั้งสองจึงร่างมาตรการปรับปรุงไว้หลายข้อ ขอฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตร”
ม่ายฝูรับบทความเชิงนโยบายไป แล้วนำขึ้นถวายจักรพรรดิเทียนเฟิ่ง
