ปลายนิ้วของสวีฉี่คีบหมากขาวหย่งจื่อเม็ดหนึ่งค้างอยู่เหนือกระดานเนิ่นนาน มิได้วางลงเสียที
เขาจ้องมองกระดานหมาก ในดวงตาปรากฏความตื่นตะลึงที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ราวกับมองเห็นภาพการพลิกผันของราชสำนักผ่านหมากดำขาวที่สลับไขว้กัน
ริมฝีปากขยับเล็กน้อย คล้ายกำลังคำนวณได้เสียอย่างเงียบงัน ทั้งคล้ายพึมพำกับตนเอง ขบคิดถึงความแปรเปลี่ยนในราชสำนักอยู่ในใจ
ครู่หนึ่ง เขาก็เผยรอยยิ้ม
วางหมากขาวกลับลงในกล่อง แล้วเงยหน้ามองฉินฮ่าวหราน
“ฮ่าวหราน กระดานนี้เจ้าเดินหมากได้ดียิ่ง”
ฉินฮ่าวหรานประสานมือค้อมกาย กล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ท่านพ่อตายอมอ่อนข้อให้แล้ว”
“มิใช่ยอมอ่อนข้อ เป็นข้าที่พ่ายแพ้”
“เจ้ากล้าเสี่ยงชีวิตแสวงหาความเปลี่ยนแปลง มิใช่เพื่อชัยชนะเพียงครั้งเดียว หากเพราะรู้ดีว่าในยามตกเป็นรอง มีเพียงการทำลายแบบแผนเดิม ก่อความปั่นป่วนไปทั่วหล้า จึงจะมีโอกาสรอดอยู่บ้าง เจ้ากล้าสละ กล้าบุกฝ่า และกล้าใช้กองกำลังโดดเดี่ยวจุดไฟล่อศัตรู
ส่วนข้ายึดมั่นในความได้เปรียบ คิดแต่จะรักษาทุกสิ่งไว้ ทั้งยังอยากตั้งรับทุกด้าน เมื่อมัวพะวงได้เสีย กลับถูกเจ้าค่อย ๆ บั่นทอนจนหมดสิ้น สุดท้ายทุกอย่างล้วนสูญเปล่า
ยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหยียนยง ก็ถึงคราวต้องสู้จนตัวตายแล้ว หากเอาแต่ถอยตั้งรับเพื่อรักษาตนไว้ ก็มีแต่จะยิ่งรักษาไว้ได้น้อยลง
มีเพียงทำลายทางตันแล้วบุกออกมา จึงจะฝ่าความตายเปิดทางรอดได้”
ฉินฮ่าวหรานเงียบงัน มิได้เอ่ยวาจา เพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อย ในใจกระจ่างแจ้งแล้ว
รถม้าออกจากจวนสวีเมื่อถึงยามไฮ่
สวีเหวินอินอุ้มฉินเฉิงเจาที่หลับใหลไว้ในอ้อมแขน พลางเอียงกายมองสามีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
