ฉินฮ่าวหรานคุกเข่าอยู่ในความมืดมาเนิ่นนานแล้ว
นานจนเทียนไขมอดดับ เหลือเพียงหยดน้ำตาเทียนที่จับตัวเป็นก้อน เถ้ากระดาษเหลืองปลิวกระจายไปตามสายลม หมุนวนอยู่ในลานเรือน ราวกับกำลังกล่าวคำอำลาครั้งสุดท้าย
ฉินเหอวั่งทั้งสามยังคงคุกเข่าอยู่ด้านหลังเขา ไม่มีผู้ใดขยับ ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา
ในที่สุดฉินฮ่าวหรานก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่ พวกท่านเดินทางมาไกล คงเหน็ดเหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนเถิด”
ฉินเหอวั่งคุกเข่าอยู่ด้านหลัง ส่ายหน้า “ฮ่าวหราน เจ้าไม่ลุก พวกเราก็ไม่ลุก ลุกไปด้วยกันเถิด”
ฉินฮ่าวหรานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยันพื้นแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น
เขาคุกเข่านานเกินไป จนหัวเข่าชาไปหมด ร่างเซเล็กน้อย เกือบยืนไม่อยู่
ซุ่นจื่อรีบเข้ามาประคอง ฉินฮ่าวหรานโบกมือ ก่อนจะยืนได้มั่นคง
“ไปเถิด ทุกคนไปพักผ่อนกัน”
เมื่อเห็นฉินฮ่าวหรานกลับเข้าห้อง ฉินเหอวั่งจึงพาฉินเหอหวากับฉินสุ่ยเซิงประคองกันออกไป
ยามเหม่า เคาะยามที่สาม ฟ้ายังไม่สว่างดี ซุ่นจื่อก็เคาะประตูเบา ๆ จากด้านนอก “นายท่าน ถึงเวลาลุกไปเข้าเฝ้าแล้วขอรับ”
ฉินฮ่าวหรานลืมตาขึ้นอย่างเลื่อนลอยอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะนึกได้ว่าตนอยู่ที่ใด
หลังชำระล้างร่างกายเสร็จ ฉินฮ่าวหรานก็เดินไปยังห้องอาหาร บนโต๊ะจัดอาหารเช้าไว้เรียบร้อยแล้ว มีโจ๊กขาวหนึ่งชาม หมั่นโถวสองลูก และผักดองหนึ่งจาน
ซุ่นจื่อเตรียมชุดขุนนางไว้แล้ว จึงยกเข้ามาช่วยเขาสวมใส่
เมื่อแต่งกายเรียบร้อย เขาก็เดินไปส่องกระจกทองแดง พินิจดูครู่หนึ่ง ใบหน้าในกระจกซีดเซียว ใต้ตาคล้ำจาง ๆ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเมื่อคืนหลับไม่สนิท
เขาจัดหมวกขุนนางให้เรียบร้อย แล้วปรับสายคาดหยกให้ตรง ตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดธรรมเนียม จึงผลักประตูออกไป
เมื่อมาถึงประตูอู่เหมิน ฟ้าก็สว่างเต็มที่แล้ว ด้านนอกประตูมีขุนนางยืนรอเข้าเฝ้าอยู่เต็มไปหมด ต่างจับกลุ่มสองสามคนสนทนากันเสียงเบา
