สวีฉี่ลุกขึ้นยกกาน้ำชาอย่างแผ่วเบา ก่อนรินชาให้ฉินฮ่าวหรานจนเต็มถ้วย แล้วจึงเติมชาร้อนให้ตนเอง จากนั้นเอนกายพิงพนักเก้าอี้ พลางกล่าวต่อ
“จั่วเหวยชิงมองสถานการณ์ออกแล้ว จึงเป็นฝ่ายหยุดมือ ไม่กล่าวถึงเรื่องถอดถอนอีก ส่วนทางอัครเสนาบดีเหยียนก็สงบศึก ไม่โต้กลับเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายยุติเรื่องราวลงเพียงเท่านี้ ราชสำนักดูคล้ายกลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
ทุกคนต่างเงียบเสียง ก้มหน้าก้มตาทำงาน เกรงว่าหากพลาดเอ่ยวาจาแม้เพียงคำเดียว จะชักนำภัยมาสู่ตน
บัดนี้อุทกภัยที่หยางโจวสงบลงแล้ว โจรสลัดญี่ปุ่นในเจ้อเจียงล่าถอยไปไกล ภัยตั๊กแตนในเหอเจียนฝู่ก็สิ้นสุดลง ส่วนพวกตาตาร์ตามแนวอวี่หลินและเซวียนฝู่ก็ถอนกำลังกลับขึ้นเหนือ
ทุกสิ่งประหนึ่งหวนคืนสู่ระเบียบเดิม ราวกับคลื่นลมไม่เคยก่อตัว ทว่าผู้คนในราชสำนักต่างรู้ดีว่า การขับเคี่ยวครานี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าราชสำนักไปอย่างเงียบงันแล้ว”
ฉินฮ่าวหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย มิได้กล่าวอันใด
“กระดานนี้ รองผู้สำเร็จราชการใหญ่จั่วเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในที่สุด แม้ยังดำรงตำแหน่งรองผู้สำเร็จราชการใหญ่ ทว่ากำลังหลักเสียหายยับเยิน พรรคพวกใต้บังคับบัญชาหลายคนถูกลดตำแหน่งหรือเนรเทศ หลิวปู้ซีถูกโยกย้ายออกจากเมืองหลวง ไปดำรงตำแหน่งว่างงานที่หนานจิง ภายนอกดูเหมือนเพียงโยกย้ายตำแหน่ง ทว่าความจริงไม่ต่างจากการเนรเทศ
ส่วนขุนนางผู้ถวายฎีกาและผู้ตรวจการที่เหลือ บ้างถูกลดตำแหน่ง บ้างถูกส่งไปประจำต่างถิ่น ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้ถูกบังคับให้เกษียณอายุ กำลังอิทธิพลที่จั่วเหวยชิงเพียรสร้างมาหลายปี ล้วนถูกเหยียนยงกำจัดไปทีละคน ราวกับตัดต้นกุยช่าย คราวเดียวก็ราบเป็นหน้ากลอง”
“แล้วสถานการณ์ของผู้สำเร็จราชการใหญ่เหยียนเล่า?”
สวีฉี่ยิ้มขื่น ในรอยยิ้มนั้นเจือความอับจนปัญญาอยู่หลายส่วน ทั้งยังมีความเลื่อมใสอยู่บ้าง
“ผู้สำเร็จราชการใหญ่เหยียนยังคงนั่งมั่นคงบนตำแหน่งสูงสุด ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย”
ภายในห้องหนังสือพลันเงียบสงัด ฉินฮ่าวหรานยกถ้วยชาขึ้น ปัดฟองชาลอยหน้า ก่อนจิบเบา ๆ แล้วถามต่อ
