รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้ายังสลัว ฉินฮ่าวหรานก็ตื่นแล้ว
ภายในหมู่บ้านเงียบสงัด ฉินฮ่าวหรานเดินทอดน่องไปยังที่สูงของหมู่บ้าน หมายชมหมู่บ้านหลิวถังในแสงอรุณ
ระหว่างทางผ่านบ้านหลายหลัง ประตูเรือนปิดสนิท ไร้ควันไฟจากครัวและเสียงผู้คนยามเช้าดังเช่นทุกวัน
ตรอกซอกซอยก็ว่างเปล่า มีเพียงไก่หนึ่งหรือสองตัวเดินเตร่ไปมาอย่างเกียจคร้านเป็นครั้งคราว
ฉินฮ่าวหรานเกิดสงสัยขึ้นมา ปกติยามนี้คนในหมู่บ้านเริ่มวุ่นวายกันแล้ว
ยิ่งเดินไปทางตะวันออกของหมู่บ้าน ความสงสัยในใจก็ยิ่งทวีขึ้น
เสียงตะโกนเป็นจังหวะพร้อมเพรียงและหนักแน่น ดังปะปนกับเสียงไม้กระบองแหวกอากาศมาจากทางลานตากพืชผล
ฉินฮ่าวหรานชะงักฝีเท้า เอียงหูฟัง
“เฮ่ย!” “ฮ่า!” เสียงตะโกนสั้นกระชับทรงพลังดังขึ้นพร้อมเสียงย่ำเท้าเป็นจังหวะ และเสียงหวีดหวิวเมื่อไม้กระบองกวัดแกว่งแหวกอากาศ
นี่มิใช่เสียงยามฤดูเก็บเกี่ยว แต่เป็น...เสียงฝึกซ้อมหรือ?
ความอยากรู้อยากเห็นของฉินฮ่าวหรานยิ่งเพิ่มพูน เขาจึงเดินตามเสียงไป
เมื่อเลี้ยวผ่านปากตรอกหนึ่ง ภาพตรงหน้าก็พลันเปิดโล่ง
ชายฉกรรจ์ราวสิบกว่าคนกำลังเรียงแถวเป็นระเบียบ ฝึกกระบวนท่าตามคำสั่ง
พวกเขาส่วนใหญ่เปลือยท่อนบน สวมเพียงกางเกงตัวเดียว
แม้ยามนี้จะเป็นฤดูหนาว แต่เหงื่อก็ผุดพราวเต็มหน้าผากของทุกคน
ในมือแต่ละคนถือไม้กระบองยาวทำจากไม้เนื้อขาวชนิดเดียวกัน สูงประมาณระดับคิ้ว
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนออกคำสั่งอยู่เบื้องหน้า
เขาอายุราวสี่สิบปี รูปร่างไม่สูงนัก แต่โครงกระดูกใหญ่ โดยเฉพาะมือทั้งคู่ ข้อนิ้วหยาบกร้านและเต็มไปด้วยหนังด้าน
ยืนตัวตรงสง่า ท่วงท่าประหนึ่งต้นสน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์มานาน
“ก้าวหน้า—แทง!”
