ฉินฮ่าวหรานนั่งลงบนม้านั่งหินกลางลาน รับป๋อเหวินน้อยจากมือฉินหย่วนซาน
เจ้าตัวเล็กถูกห่ออยู่ในผ้าอ้อมหนาหลายชั้น ดูคล้ายจะจำฉินฮ่าวหรานได้ ดวงตากลมดำจับจ้องเขา ไม่ร้องไห้ไม่งอแง ทั้งยังพ่นฟองน้ำลายออกมาจากปาก
ฉินฮ่าวหรานหยอกล้อเด็กน้อย พลางถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “ท่านลุงใหญ่ ข้าเพิ่งมาจากลานตาก เห็นเหอหวากับพวกกำลังฝึกยุทธ์ อาจารย์จ้าวเป็นผู้สอน หมู่บ้าน…ดูเงียบเหงาลงไม่น้อยเลย เหมือนตอนออกจากบ้านเมื่อเช้าแทบไม่เห็นผู้คน ต่างจากปีก่อนๆ มาก”
ฉินหย่วนซานได้ยินดังนั้นก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม อธิบายว่า “เงียบเหงาหรือ? ย่อมเงียบกว่าแต่ก่อนจริงๆ ฮ่าวหราน เจ้าไม่รู้หรอกว่าบัดนี้หมู่บ้านหลิวถังของพวกเราเปลี่ยนไปจากเดิมมากเพียงใด”
เขางอนิ้วนับ เริ่มแจกแจงทีละข้อ “มีคนไม่น้อยเลย ข้าลองนับดูแล้ว น่าจะเกินแปดสิบคนที่ออกไปทำมาหากินข้างนอก! ล้วนเป็นสามีภรรยาวัยฉกรรจ์ที่หัวไวทั้งนั้น”
“ร้านขายเป็ดในตลาดมีสิบแปดร้าน เจ้าย่อมรู้ดี แต่ละร้านต้องมีคนดูแลอย่างน้อยสองสามคน รวมแล้วก็ห้าสิบคน ส่วนโรงเตี๊ยมในอำเภอ กับร้านสองแห่งในตัวเมือง ก็มีคนพูดจาคล่องแคล่ว มือไม้ปราดเปรียวไปอีกสิบกว่าคน
ยังมีคนรับจ้างขนส่ง บัดนี้พวกเรามีรถเทียมล่อสามคัน คอยส่งของไปตลาดกับอำเภอ ต้องมีทั้งสารถีและคนติดตามรถ ยังมีคนไปซื้อขนเป็ดกับไข่เป็ดจากอำเภออื่น รวมถึงเด็กฝึกงานที่ติดตามกองคาราวานไปเรียนรู้การค้าขาย…นับรวมทุกอย่างก็เกือบร้อยคนแล้ว
คนเหล่านี้ตลอดทั้งปีใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ข้างนอก กลับมาอยู่บ้านได้ไม่กี่วันก็เฉพาะช่วงเทศกาล”
ฉินฮ่าวหรานจึงกระจ่าง ที่แท้หมู่บ้านดูว่างเปล่าเพราะคนส่วนใหญ่ถูกส่งไปทำงานตามกิจการต่างๆ นี่แทบจะเป็นหนึ่งในสามของแรงงานวัยฉกรรจ์ทั้งหมู่บ้าน
