คืนนั้น ฉินฮ่าวหรานขังตนเองอยู่ในห้องหนังสือ คลี่กระดาษเซวียนแผ่นหนึ่งออก แล้วเริ่มเขียนฎีกา
ฎีกาฉบับนี้เขียนไม่ง่าย
ต้องกราบทูลจักรพรรดิว่าขัดสน แต่จะทำให้จักรพรรดิเห็นว่าเขาไร้ความสามารถไม่ได้
ต้องขอเงินจากจักรพรรดิ แต่จะทำให้จักรพรรดิเห็นว่าเขาโลภมิได้
ต้องกราบทูลสภาพลำบากของตำหนักบูรพาตามความเป็นจริง แต่จะทำให้จักรพรรดิเห็นว่าความขัดสนขององค์รัชทายาทเกิดจากความบกพร่องของสำนักจ้านสื่อไม่ได้ ความยากอยู่ตรงการรักษาความพอดีเช่นนี้
“กระหม่อมฉินฮ่าวหรานขอกราบทูล กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาเข้าดูแลสำนักจ้านสื่อตั้งแต่เดือนสิบสองปีก่อน ด้วยความกังวลทั้งกลางวันกลางคืน เกรงว่าจะทำให้พระมหากรุณาธิคุณต้องสูญเปล่า หลายเดือนมานี้ กระหม่อมตรวจสอบทรัพย์สินของตำหนักบูรพาอย่างละเอียด จึงได้ทราบว่าปัญหาสะสมลึกเรื้อรัง มิได้เกิดขึ้นเพียงวันเดียว...”
เขาเขียนถึงบัญชีคลังชั้นในของตำหนักบูรพาที่ไม่ตรงกับทรัพย์สินจริง ที่ดินถูกยึดครอง ร้านค้าขาดทุน และหัวหน้าคนงานกับผู้ดูแลต่างหักผลประโยชน์กันเป็นทอด ๆ อย่างชัดเจน ไม่กล่าวเกินจริง ไม่ปิดบัง และไม่เสริมแต่ง
เมื่อเขียนจบ ปลายพู่กันก็พลิกไปยังข้อความว่า
“กระหม่อมมิกล้ากล่าวโทษฟ้าดิน ทั้งมิได้ต้องการเอาความผู้ดำรงตำแหน่งก่อน ทว่าองค์รัชทายาททรงพระปรีชาก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย การศึกษา เงินเดือนขุนนางในสังกัด หรือการซ่อมแซมตำหนัก ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น บัดนี้เงินในคลังตำหนักบูรพามีไม่ถึง 4,000 ตำลึง ผลประโยชน์จากที่ดินเหลือไม่ถึงครึ่ง ร้านค้าขาดทุนเกินครึ่ง ความขัดสนถึงเพียงนี้ กระหม่อมเกรงว่าจะกระทบต่อรากฐานของแผ่นดิน
กระหม่อมเคยได้ยินว่า ‘หากแคว้นไร้เสบียงสำรองสามปี ก็ไม่อาจเรียกว่าแคว้นได้’ แม้ตำหนักบูรพาจะมิใช่ราชสำนัก แต่ฐานะองค์รัชทายาทนั้นเกี่ยวพันกับบ้านเมือง บัดนี้ฝ่าบาททรงตรวจสอบที่นาทั่วหล้า เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของราษฎรและเพิ่มพูนคลังหลวง กระหม่อมจึงกล้าขอให้ฝ่าบาททรงห่วงใยตำหนักบูรพาด้วย โปรดอนุญาตให้กระหม่อมใช้นามสำนักจ้านสื่อจัดระเบียบที่รกร้างในเมืองเหนือ ใช้ที่ดินสร้างรายได้ แล้วนำรายได้นั้นมาหล่อเลี้ยงตำหนัก
