ไทเฮาค่อย ๆ ย่องออกจากตำหนักเฉิงเฉียน
ภายนอกมืดค่ำแล้ว บนทางเดินในวังมีเพียงโคมวังสีเหลืองสลัวแขวนอยู่ไม่กี่ดวง เมื่อลมหนาวพัดมา โคมก็แกว่งไกว เงาของนางทอดยาวเหยียด
นางเดินไปพลาง ในใจก็ปั่นป่วนราวคลื่นซัดสาด ไม่อาจสงบลงได้เลย
นางไม่เคยนึกเลยจริง ๆ ว่าจักรพรรดิเสวียนชิงกับฮวาหลีจะมีวิธีอยู่ด้วยกันตามลำพังเช่นนี้
ยิ่งไม่คิดว่าบุตรชายผู้มุ่งมั่นฝักใฝ่ในวิถีเต๋า ถึงขั้นอยากอุทิศชีวิตที่เหลือให้แก่ซานชิง จะตกหลุมรักสตรีคนหนึ่งเข้าอย่างจัง
แรกเริ่มนั้น ไทเฮาคิดว่าจักรพรรดิเสวียนชิงเพียงเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับมู่หรงหว่านจนมีบุตร ได้ลิ้มรสความหวานชื่นแล้วจึงเปิดใจ ยอมใกล้ชิดสตรี
แต่ตอนนี้นางถึงได้มองออกว่า เรื่องไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
จักรพรรดิเสวียนชิงน่ะหรือ “ยอมรับสตรีได้” แล้ว?
เขาแค่ยอมรับมู่หรงหว่านเพียงคนเดียวต่างหาก!
ตามเหตุผลแล้ว ไทเฮาควรจะโกรธ
เป็นถึงจักรพรรดิ จะลุ่มหลงสตรีเพียงคนเดียวได้อย่างไร? ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จักรพรรดิองค์ใดบ้างไม่มีสนมเต็มวัง มีหญิงงามนับพัน?
แม้แต่เสิ่นซวี่ไป๋ อดีตรัชทายาทตัวปลอม นางยังทนไม่ได้ที่เขาโปรดปรานสตรีคนเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุตรแท้ ๆ ของตน ผู้เป็นถึงโอรสสวรรค์!
แต่ไทเฮาโกรธได้ครู่เดียวก็หมดแรงจะโกรธต่อ
เพราะก่อนหน้านี้ท่าทีที่จักรพรรดิเสวียนชิงตั้งใจจะบวชนั้นทำให้นางหวาดกลัวจริง ๆ
บุตรชายเอาแต่พักอยู่ในอาราม ใช้ชีวิตสงบเย็นไร้กิเลส เห็นสตรีราวกับเห็นสัตว์ร้าย แถมยังพูดอยู่เสมอว่าจะทิ้งแผ่นดินไปบวช
นางผู้เป็นมารดาแอบเช็ดน้ำตาในยามค่ำคืนมาไม่รู้กี่ครั้ง กลัวเหลือเกินว่าผมหงอกจะต้องส่งศพผมดำ กลัวว่าวันใดจักรพรรดิเสวียนชิงจะโกนผมบวชจริง ๆ แล้วทิ้งนางไว้เพียงลำพัง
