ฮวาหลีมาถึงหอพระตั้งแต่เช้าตรู่
หอพระตั้งอยู่ข้างอาราม ทั้งสองฝั่งมีเพียงกำแพงกั้น
นางคุกเข่าบนเบาะรองนั่ง ประนมมือ หลับตาสวดมนต์ สีหน้าเปี่ยมศรัทธาอย่างยิ่ง ใครเห็นเข้าก็ต้องเอ่ยชมว่า “ชายารัชทายาทช่างศรัทธาอย่างแท้จริง”
ไม่มีใครรู้เลยว่า ที่จริงนางไม่ได้สวดมนต์สักคำ
“ไข่มุกโชคชะตา ตอนนี้จักรพรรดิเสวียนชิงอยู่ที่ไหน เขาอยู่ในอารามหรือเปล่า” ฮวาหลีถามในใจ
“เขาอยู่ในหอพระนี่แหละ!”
ไข่มุกโชคชะตาจุ๊ปากสองครั้ง ก่อนพูดเสียงเบา “เขาซ่อนอยู่ในมุมลับด้านหลังหอพระ กำลังจับตาดูเจ้าอยู่!”
น้ำเสียงของไข่มุกโชคชะตาเต็มไปด้วยความรู้สึกทึ่ง
สมกับเป็นศิษย์ปิดสำนักของสำนักเหอฮวนจริง ๆ ฮวาหลีล่อลวงคนได้สำเร็จแล้ว!
ดูจากท่าทางของจักรพรรดิเสวียนชิงแล้ว เกรงว่าเขาคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือนางเช่นกัน
มุมปากของฮวาหลีโค้งขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น “ดีมาก ต่อไปก็รอดูว่าเขาจะอดใจไม่ไหวเมื่อไร”
นางสวดมนต์อยู่ราวครึ่งชั่วยามจึงลุกขึ้น จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินจากไปอย่างแช่มช้า
ฝีเท้าของนางไม่เร็วไม่ช้า ราวกับไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งใด
ทว่าขณะก้าวข้ามธรณีประตู ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งก็เลื่อนหลุดจากแขนเสื้ออย่างเงียบเชียบ ก่อนร่วงลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา
ผ่านไปนานทีเดียว จักรพรรดิเสวียนชิงจึงเดินออกมาจากมุมลับ
เขาเดินไปหยุดตรงหน้าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น แล้วก้มลงหยิบขึ้นมา
ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นสีขาวเรียบ มุมหนึ่งปักกล้วยไม้สีอ่อนอยู่หลายกิ่ง ทั้งยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ ติดอยู่
เขาจ้องมองผ้าเช็ดหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกขึ้นจ่อปลายจมูกแล้วสูดดมเบา ๆ
เป็นเช่นเดียวกับในฝันจริง ๆ ไม่มีผิด
คืนนั้น จักรพรรดิเสวียนชิงฝันอีกครั้ง
