จักรพรรดิเสวียนชิงเห็นได้ชัดว่าไม่มีคิดจะปล่อยนางไปง่าย ๆ
มือคู่นั้นของบุรุษซึ่งจับพู่กันคัดพระคัมภีร์อยู่เป็นนิจ บัดนี้กำลังรัดเอวบางของฮวาหลีแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
ท่วงท่าของเขารุนแรงยิ่งนัก ไร้ความสงบนิ่งผ่อนคลายอย่างนักบวชแม้แต่น้อย กลับคล้ายหมาป่าหิวโหยที่กินเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม กระหายไม่สิ้นสุด
ฮวาหลีรู้สึกราวกับทั้งร่างถูกโยนลงไปในคลื่นร้อนระอุ ลอยขึ้นลอยลงไม่รู้จบ
แสงจากฟากฟ้านอกหน้าต่างค่อย ๆ เคลื่อนจากยามเช้าอันริบหรี่ไปสู่แสงสว่างจ้าของเที่ยงวัน
แสงตะวันลูบผ่านกระดาษหน้าต่าง เงาแสงเอียงไปด้านหนึ่ง ก่อนจะกลับมาตรง แล้วค่อย ๆ เอียงลงอีกครั้ง
นางไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด รู้เพียงว่าหมดสติไปแล้วฟื้นขึ้นมา ฟื้นขึ้นมาแล้วก็หมดสติไปอีก
ลำคอแหบพร่าไปนานแล้ว น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัวจนผ้าห่มเปียกชุ่มเป็นหย่อม
จักรพรรดิเสวียนชิงยังคงไม่หยุด
ใบหน้าเย็นชาสูงส่งประหนึ่งเซียนของเขา บัดนี้เจือด้วยอารมณ์ปรารถนาอย่างเต็มเปี่ยม ขมับมีหยาดเหงื่อซึม เส้นผมดำสนิทเปียกชื้นแนบแก้ม นัยน์ตาฉายแววปรารถนาเข้มข้นจนแทบละลาย
ผู้ที่ควรประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าพระพุทธองค์ กลับกำลังกดทับนางไว้ บรรเลงบทรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบขาดใจ
เปลือกนอกอันสง่างามเยี่ยงเซียนแตกสลาย เผยให้เห็นความปรารถนาทางโลกที่ถูกกักขังมานานหลายปี ร้อนระอุจนทำให้หัวใจผู้คนพลอยแผดเผา
ครั้นเขายังไม่หนำใจและคิดจะเริ่มอีกครั้ง ฮวาหลีจึงใช้มืออ่อนแรงสั่นระริกกดหน้าอกเขาไว้ ลมหายใจรวยรินเอ่ยว่า “ฝ่าบาท... ขอทรงละเว้นหม่อมฉันเถิดเพคะ... หม่อมฉัน... ไม่ไหวแล้ว...”
จักรพรรดิเสวียนชิงก้มลงมองนาง เห็นหางตาแดงระเรื่อ เส้นผมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแนบอยู่ข้างลำคอขาวผ่อง
