ระหว่างทางกลับเมืองหลวง เสิ่นซวี่ไป๋ถูกเขย่าจนแทบแย่
ฮวาหลีเป็นพระชายารัชทายาท จึงนั่งรถม้าคันเดียวกับเขา
ภายในรถปูเบาะนุ่มหนาหลายชั้น เดิมทีเป็นรถที่กว้างขวางและนั่งสบายที่สุดแล้ว แต่ตลอดเส้นทางกลับมีแต่ทางเขาคดเคี้ยวขรุขระ
ล้อรถบดผ่านก้อนหินเป็นระยะ ตัวรถทั้งคันก็พลันกระแทกโครมคราม เขย่าจนเครื่องในแทบเคลื่อนตำแหน่ง
ขาข้างที่หักของเสิ่นซวี่ไป๋วางอยู่บนหมอนนุ่ม สั่นสะเทือนตามแรงกระเทือนของรถ
ตอนแรกเขายังกัดฟันทนเอาไว้ ต่อมาใบหน้ากลับซีดเผือด เหงื่อเย็นผุดซึมออกมาไม่ขาดจนคอเสื้อเปียกชุ่ม ริมฝีปากไร้สีเลือด เขาเอาแต่เร่งคนขับรถม้าไม่หยุด “ช้าหน่อย! ข้าบอกให้ช้าหน่อย!”
คนขับรถม้าด้านนอกขานรับอย่างนอบน้อม ทว่าถนนบนเขาก็เป็นเช่นนี้ ต่อให้ช้าลงก็ยังเลี่ยงแรงกระแทกไม่พ้น
ฮวาหลีมองอยู่เงียบ ๆ สีหน้าฉายแววกังวล ทั้งยังถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นระยะ “องค์รัชทายาทยังไหวหรือไม่? จะพักสักหน่อยดีไหมเพคะ?”
ในใจกลับเบิกบานสุด ๆ
นางกระซิบกับไข่มุกโชคชะตา “ดูสิ พอโชคชะตารั่วไหล คนเราก็ซวยขึ้นมาได้ แม้แต่ดื่มน้ำเปล่ายังสำลัก ถนนเส้นนี้เมื่อก่อนฉันไม่เห็นรู้สึกว่ามันขรุขระขนาดนี้เลย”
ไข่มุกโชคชะตาฮึดฮัด “ก็แน่สิ อีกไม่นานเขาก็จะหลุดจากตำแหน่งพระเอกแล้ว ยังจะมีแรงที่ไหนมาคุ้มครองตัวเอง”
ฮวาหลียกมุมปากขึ้น พลางพูดอย่างได้ใจขึ้นมาว่า “ฉันพูดถูกใช่ไหม? ดูสิ ยังไม่ถึงสิบวันเลย ผู้ชายคนนั้นก็ทนไม่ไหวแล้ว”
ไข่มุกโชคชะตาชะงักไปก่อน จากนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่านางหมายถึงจักรพรรดิเสวียนชิง แล้วหัวเราะออกมา “เจ้ายังไม่เจอเขาเลย แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะทนไม่ไหว?”
ฮวาหลีเอนกายพิงผนังรถอย่างเกียจคร้าน เปลือกตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นทำไมจู่ ๆ เขาถึงมีรับสั่งให้รัชทายาทกลับวังล่ะ? อีกอย่าง ระหว่างทางนี้องครักษ์ลับของจักรพรรดิเสวียนชิงก็ยังไม่ได้ถอนกำลัง ถ้าเขาปล่อยวางได้จริง เหตุใดต้องทิ้งคนไว้จับตาดูฉันด้วย? อีกเดี๋ยวพอเข้าวังแล้ว คอยดูเถอะ”
