เมื่อจักรพรรดิเสวียนชิงเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จและออกมา ฟ้าก็สว่างเต็มที่แล้ว
องครักษ์ลับปรากฏกายขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทกับอนุซูผูกสมัครรักใคร่กันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ต่างมีใจให้กันอย่างลึกซึ้ง หลังแต่งงานมาได้ปีครึ่ง องค์รัชทายาทไม่เคยร่วมหอกับพระชายาองค์รัชทายาท ทั้งยังลอบวางยาให้นางหลับใหลมาโดยตลอด ไม่เคยร่วมหลับนอนกับนางอย่างแท้จริง จนถึงวันนี้พระชายาองค์รัชทายาทก็ยังเป็นสาวพรหมจรรย์พ่ะย่ะค่ะ”
หลังฟังจบ แววตาของจักรพรรดิเสวียนชิงก็เย็นเยียบลง
เพียงครู่เดียว เขาก็เข้าใจแผนการของเสิ่นซวี่ไป๋
ที่จริงแล้ว เสิ่นซวี่ไป๋เป็นองค์รัชทายาทที่จักรพรรดิเสวียนชิงเลือกด้วยตนเอง ไม่ใช่ความคิดของไทเฮา
เหตุผลที่เลือกเสิ่นซวี่ไป๋ในตอนนั้น ก็เพราะเห็นว่าเขามีนิสัยอ่อนแอ ขี้ขลาดเกินไป ทั้งยังให้ความสำคัญกับชื่อเสียงมากเกินไป
คนเช่นนี้เมื่อขึ้นครองราชย์ ย่อมไม่กล้าขัดแย้งกับเหล่าขุนนางในราชสำนัก ส่วนคนอย่างอัครมหาเสนาบดีที่เขาทิ้งไว้ล้วนเป็นขุนนางผู้ภักดีและแม่ทัพผู้เก่งกาจ
เมื่อเสิ่นซวี่ไป๋ขึ้นครองบัลลังก์ในวันหน้า มีคนเหล่านี้คอยช่วยเหลือ ก็ย่อมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน และไม่กลายเป็นทรราช
แต่ดูท่าตอนนี้ คนผู้นี้กลับใจคอโหดเหี้ยมไร้คุณธรรมถึงเพียงนี้
ภายนอกแสร้งทำเป็นรักใคร่ลึกซึ้ง ลับหลังกลับวางยาใส่ภรรยาที่แต่งงานด้วย ปล่อยให้นางต้องนอนเดียวดายอยู่ตลอดทั้งปี แผนการและความเลือดเย็นเช่นนี้จะเรียกว่าขี้ขลาดได้อย่างไร เห็นชัดว่าเป็นคนชั่วร้ายต่างหาก
เขามองคนผิดไปจริง ๆ
เสิ่นซวี่ไป๋ไม่คู่ควรจะเป็นจักรพรรดิ
เวลานั้นองครักษ์ลับกล่าวขึ้นอีกว่า “กระหม่อมยังพบว่า พระชายาองค์รัชทายาทไม่ทราบว่าเหตุใดจึงร้องไห้ตลอดทั้งคืน ส่วนองค์รัชทายาทแม้ไม่เคยร่วมหลับนอนกับพระชายา แต่กลับเคยร่วมหลับนอนกับอนุหลายคนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
