ชั่วขณะนั้น ซูย่างพลันรู้สึกมืดมนไปทั้งเบื้องหน้า
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอบกายก็มีแต่ความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด เขากลับมายังส่วนลึกในจิตใจ ยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า มองไม่เห็นสิ่งใดเลย
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติ แล้วตะโกนลั่นทันทีว่า “อู๋ซิน! เจ้า! ห้ามรังแกนางนะ!”
ไม่มีใครตอบเขา
ภายนอก
ฮวาหลีรู้สึกได้ว่าจุมพิตอ่อนโยนเปลี่ยนแปรไปในชั่วพริบตา
เมื่อครู่ยังแผ่วเบาราวสายลมอุ่น ละเลียดลงบนริมฝีปากของนางทีละครั้ง แฝงการหยั่งเชิงอย่างระมัดระวังอยู่หลายส่วน แต่เพียงพริบตากลับกลายเป็นพายุคลั่ง
เขาจุมพิตล้ำลึกยิ่ง ปลายลิ้นแทรกผ่านไรฟันของนางด้วยความดุดันที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ทว่าทันทีที่แตะปลายลิ้นของนางกลับแปรเปลี่ยนเป็นพัวพันเร่าร้อนชวนให้ใจสั่น
ฮวาหลีถูกจูบจนแทบหายใจไม่ออก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนัก มือเล็กดันแผงอกเขาไว้ ปลายนิ้วกำสาบเสื้อแน่น อยากผลักออกแต่ก็ผลักไม่พ้น
นางส่งเสียงอู้อี้ดิ้นรนอยู่สองครั้ง เสียงแตกพร่าอยู่ระหว่างริมฝีปากและปลายลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดกัน ฟังไม่ได้ศัพท์ กลับคล้ายเป็นการเย้ายวนที่ลึกล้ำกว่าเดิม
จู่ ๆ เขาก็ผละออก
ภายใต้แสงเทียน ชายหนุ่มก้มมองนาง ดวงตาดำสนิทคู่นั้นทอดลงมาอย่างหนักอึ้ง ราวกับบ่อน้ำลึกสองแห่งที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
นางนอนอยู่ใต้ร่างเขา ริมฝีปากบวมแดง หางตาชื้นวาว หน้าอกขยับขึ้นลงราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกเขาสูบไปจนสิ้น
“ฮูหยิน” เขาเอ่ยเสียงต่ำแหบ “ชอบข้าหรือไม่?”
ฮวาหลีจำดวงตาคู่นี้ได้ทันที
