เสวียนเจาคือรัชทายาทแห่งแคว้นต้าโจว
ตั้งแต่จำความได้ เขาก็รู้ว่าตนเป็นเด็กที่สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้า
ไม่ว่าจะในวังหรือนอกวัง ไม่มีใครกล้าแสดงสีหน้าไม่พอใจใส่เขา
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างต้องค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อมเมื่อพบเขา ขันทีและนางกำนัลปรนนิบัติเขาราวกับพร้อมควักหัวใจออกมาให้ แม้แต่เหล่าอ๋องต่างแคว้นกับกงกั๋วนอกวัง เมื่อถึงเทศกาลต่าง ๆ ก็ยังสรรหาวิธีส่งของล้ำค่าหายากเข้ามาถวายถึงตำหนักของเขา
แต่ในวังหลวงอันกว้างใหญ่แห่งนี้ มีอยู่สองคนที่เขาไม่กล้าล่วงเกินเป็นอันขาด
คนหนึ่งคือเสด็จพ่อ อีกคนคือเสด็จแม่
เสด็จพ่อเป็นจักรพรรดิแห่งต้าโจว ปกติแทบไม่ตรัสอะไร แววตาที่ทอดมองผู้อื่นก็เย็นชา คล้ายไม่ใส่ใจใครทั้งนั้น
เสด็จพ่อไม่ได้สนิทสนมกับเขามากนัก
ตั้งแต่เล็กจนโต จำนวนครั้งที่เสด็จพ่ออุ้มเขานับนิ้วได้ น้ำเสียงยามพูดคุยก็เป็นทางการเสมอ ควรลงโทษก็ลงโทษ ควรสั่งสอนก็สั่งสอน ไม่เคยใจอ่อนให้เพียงเพราะเขายังเด็ก
ครั้งหนึ่งเสวียนเจาท่องหนังสือไม่ได้ จึงแอบหนีออกไปขุดรังนก แล้วถูกเสด็จพ่อจับได้คาหนังคาเขา
เสด็จพ่อไม่ได้ตีเขา ไม่ได้ดุด่า เพียงปรายตามองอย่างเย็นชา แล้วสั่งให้คัดคัมภีร์สามอักษรสามสิบจบ
เขาคัดจนเมื่อยมือ ในใจก็อัดอั้นเสียจนแทบทนไม่ไหว
เสวียนเจาไม่กล้าร้องไห้
เพราะเสด็จพ่อไม่เคยใจอ่อนให้เขาเลย
ไทเฮาทรงเอ็นดูเขา แอบยัดลูกอมให้กินอยู่บ้าง แต่พระนางก็ทำได้เพียงลับหลังเสด็จพ่อเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์ พระนางก็ไม่กล้าหายใจแรงไม่ต่างจากเสวียนเจา
แปลกอยู่เหมือนกัน เสด็จพ่อที่เย็นชาเช่นนั้น กลับเปลี่ยนเป็นคนละคนเมื่ออยู่ต่อหน้าเสด็จแม่
เสด็จแม่เป็นสตรีที่สงบนิ่งมาก
พระนางงดงามยิ่ง น้ำเสียงยามพูดจาอ่อนโยน แม้แต่รอยยิ้มก็แผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนใครเข้า
ตอนเด็ก ๆ เสวียนเจาชอบซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของพระนางที่สุด สูดกลิ่นหอมจาง ๆ จากกาย แล้วฟังพระนางเล่านิทานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
แต่พอเสด็จพ่อเสด็จมา เสด็จแม่ก็แทบไม่สนใจเขาแล้ว
จะว่าไม่สนใจก็ไม่เชิง เป็นเพราะเสด็จพ่อไม่เปิดโอกาสให้เขาต่างหาก
เมื่อเสด็จพ่อจัดการราชกิจเสร็จแล้วกลับมา สิ่งแรกที่ทำคือไปหาเสด็จแม่
