ฮั่วเฉินกับฮั่วหนิงใส่เสื้อชั้นในและกางเกงชั้นในกันหนาวกันแล้ว แต่ฮั่วฟางยังใส่เสื้อบาง ๆ อยู่ชั้นเดียว จะไม่เป็นหวัดจนมีไข้ได้อย่างไร?
เพื่อป้องกันไม่ให้ฮั่วฟางขยับตัวไปมาและเกาแผลเพราะความเจ็บปวด เฉียวอันจึงให้เธอกินยาไอบูโพรเฟนหนึ่งเม็ด
เฉียวอันเอาหมอนมาหนุนใต้ศีรษะให้ฮั่วฟาง แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย
เมื่อเห็นหว่างคิ้วที่ขมวดเป็นปมของเธอค่อย ๆ คลายออก เฉียวอันจึงออกจากห้อง
แต่พอออกมาก็เห็นฮั่วจี้วิ๋น ฮั่วหนิง และฮั่วเฉินนั่งเผชิญหน้ากัน ตากลมจ้องตากลม
พอฮั่วจี้วิ๋นเห็นเฉียวอัน ก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต
“ฮั่วฟางเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ฉันทำแผลให้เธอเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มีไข้ น่าจะเพราะช่วงนี้อากาศเย็นลง แต่เธอใส่เสื้อผ้าน้อยเกินไปจนเป็นหวัด ต้องสังเกตอาการไปอีกสองสามวัน ดูว่าแผลจะติดเชื้อหรือเปล่า”
เฉียวอันยังรู้ด้วยหรือว่าการติดเชื้อคืออะไร?
ฮั่วจี้วิ๋นยิ่งรู้สึกสงสัยในตัวเธอมากขึ้น
“ทำไมยังไม่กินข้าวกันล่ะ รอฉันอยู่หรือ?” เฉียวอันเห็นว่าอาหารบนโต๊ะยังไม่มีใครแตะเลยสักคำ
“อื้อ แม่ กินด้วยกันนะ” ฮั่วหนิงดึงเฉียวอันให้นั่งลง
พ่อกับแม่อยู่ด้วยกัน!
ครอบครัวสี่คน!
ฮั่วเฉินกับฮั่วหนิงรู้สึกว่าหัวใจในอกเต้นตึกตักไม่หยุด
วันนี้ในที่สุดพวกเขาก็ได้เจอพ่อแล้ว
“รีบกินเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด” เฉียวอันหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบกับข้าวให้ฮั่วจี้วิ๋นอย่างเป็นธรรมชาติ
ฮั่วจี้วิ๋นรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
หลายปีมานี้เขาอยู่ในกองทัพ เวลาเห็นครอบครัวคนอื่นอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข จะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงเป็นไปไม่ได้
แต่ภรรยาที่บ้านของเขาคนนี้ ทุกครั้งที่เขียนจดหมายมาก็ไม่ขอเงินก็ขอเงิน เขียนบ่อยเข้า เขาเองก็เริ่มเบื่อหน่าย
