ร่างกายของฮั่วฟางร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ฮั่วจี้วิ๋นจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮั่วจี้วิ๋นก็มองเห็นบ้านหลังเก่า
ทั้งกำแพงรั้วและประตูเห็นได้ชัดว่าได้รับการซ่อมแซมใหม่
ฮั่วจี้วิ๋นหยุดฝีเท้า เริ่มสงสัยว่าตัวเองจำตำแหน่งผิดหรือเปล่า
“ทำไมไม่เดินต่อล่ะ อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว” เฉียวอันเร่งอยู่ข้าง ๆ
ตอนนั้นเองฮั่วจี้วิ๋นถึงได้รู้ว่าเฉียวอันเดินตามเขามาตลอด
ต้องรู้ก่อนว่าเป้ของเขาหนักกว่ายี่สิบกว่าจิน แถมเมื่อครู่เขายังวิ่งสลับเดินเร็วมาโดยตลอด ผู้หญิงที่แบกของหนักกว่ายี่สิบกว่าจินจะตามเขาทันได้อย่างไร
แต่เฉียวอันไม่เพียงตามทันเท่านั้น แม้แต่เสียงหอบก็ไม่มี
นี่มันสมรรถภาพทางร่างกายสุดโหดอะไรกัน
พอนึกถึงท่าเตะคนอันคล่องแคล่วราวสายน้ำของเธอที่บ้านเก่า ฮั่วจี้วิ๋นก็พลันคิดว่าเฉียวอันไม่เข้ากองทัพช่างน่าเสียดายจริง ๆ
เฉียวอันเปิดประตูใหญ่ ฮั่วจี้วิ๋นอุ้มฮั่วฟางเดินเข้าไป
พอได้ยินเสียงประตู ฮั่วเฉินกับฮั่วหนิงก็รีบวิ่งออกมาจากเรือนหลัก
ทั้งคู่กำลังจะพุ่งเข้าใส่เฉียวอัน แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายแปลกหน้ายืนอยู่กลางลานบ้าน ในอ้อมแขนยังอุ้มฮั่วฟางที่มีเลือดเปรอะไปทั้งตัว
“พี่ใหญ่!”
“พี่ใหญ่!”
ฮั่วหนิงวิ่งเข้ามา กำหมัดเล็ก ๆ ทุบขาของฮั่วจี้วิ๋นไม่หยุด
“ปล่อยพี่ใหญ่ของฉันนะ! ปล่อย!”
ส่วนฮั่วเฉินวิ่งอ้อมไปอีกด้าน อ้าปากกัดขาฮั่วจี้วิ๋นเข้าเต็มแรง
น่าเสียดายที่ฮั่วจี้วิ๋นไม่ใช่เฉียวอัน ขาของเขาไม่มีไขมันมากพอให้กัดง่าย ๆ
ฮั่วเฉินกัดลงไปคำหนึ่ง รู้สึกราวกับกัดก้อนหินแข็งกร๊อบ ฟันกระแทกจนปวดไปหมด
ฮั่วจี้วิ๋นมองเด็กตัวจ้อยทั้งสองอย่างจนใจ ก่อนจะหันไปมองเฉียวอันราวกับขอความช่วยเหลือ
