สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งฮั่วจี้วิ๋นและพวกกลับจากการซ้อมรบ
เขตบ้านพักที่เงียบเหงาก็พลันคึกคักขึ้นมา
เหล่าทหารที่เดินทางกลับมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและฝุ่นคลุ้ง ต่างมีสีหน้าอ่อนล้า
ทันทีที่เจิงฝูชุ่นเข้ามา ก็สังเกตเห็นว่าสายตาของพวกป้า ๆ รอบตัวที่มองเขาดูแปลกไป
ในแววตาเหล่านั้นมีทั้งความเห็นใจและสงสาร
ระหว่างเดินผ่านลานกว้าง เขาได้ยินคนรอบข้างกระซิบกระซาบกัน
“ถ้านายพันเจิงรู้เรื่องนี้เข้า จะไม่โกรธจนแทบคลั่งหรือไง”
“ใครเจอแบบนี้ก็ต้องโกรธทั้งนั้นแหละ คนดี ๆ อยู่แท้ ๆ จู่ ๆ ก็จากไปเสียอย่างนั้น”
“นั่นสิ ได้ยินว่าคลอดออกมาเป็นเด็กผู้ชาย ยังไม่ทันได้ร้องสักแอะก็เสียชีวิตแล้ว”
พอได้ยินเช่นนั้น เจิงฝูชุ่นก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง สัญชาตญาณทำให้เขานึกถึงเซี่ยเสี่ยวอวิ๋นขึ้นมาทันที
“คุณป้าครับ เมื่อกี้พูดเรื่องอะไรกัน ใครจากไปทั้งที่ยังดี ๆ อยู่ครับ” เจิงฝูชุ่นรีบวิ่งเข้าไปถามอย่างร้อนใจ
ป้าสูงวัยหลายคนมองหน้ากันไปมา
สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ
“นายพันเจิง คุณ...ทำใจดี ๆ นะคะ เสี่ยวอวิ๋นเธอ...”
“เป็นไปไม่ได้!” เจิงฝูชุ่นเบิกตากว้าง “ตอนผมออกมา เธอยังสบายดีอยู่เลย!”
“นายพันเจิง พวกเราก็ได้ยินคนอื่นเล่ามาค่ะ เหมือนตอนนี้ยังอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่อย่างนั้น...คุณรีบไปดูเถอะค่ะ”
เจิงฝูชุ่นรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสก ๆ ใส่ตัวจนชาทั้งร่าง ถึงขั้นพูดประโยคให้ครบยังไม่ได้
ป้าหลายคนยังคงถอนหายใจและรำพึงรำพัน “เดิมทีคลอดที่บ้านก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรแท้ ๆ เป็นเพราะเฉียวอันคนนั้นดึงดันพาไปโรงพยาบาลจนต้องผ่าท้อง ท้องถูกกรีดออกขนาดนั้น คนจะไม่ตายได้ยังไง”
