ลู่ซีเฉิงเดินกลับเข้าห้องนอน แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าของเจ้าของร่างเดิม
โอ้โห ใครบอกว่ายุคนี้ไม่มีเสื้อผ้าสวย ๆ กันนะ?
ลู่ซีเฉิงหยิบชุดหนึ่งขึ้นมา เป็นเดรสสีเหลืองอ่อน คอปกตุ๊กตาสีขาว รอบอกประดับลูกไม้ และกระดุมก็เป็นรูปกลีบดอกไม้สีเหลือง
หยิบขึ้นมาอีกชุด เป็นกระโปรงเอี๊ยมสีเขียวเข้ม ประดับกระดุมวินเทจอยู่หลายเม็ด มีเข็มขัดเส้นเล็กสีน้ำตาลเข้มคาดเอว ทรงกระโปรงเป็นรูปตัวเอ เธอลองทาบดูแล้วชายกระโปรงยาวถึงน่อง ชุดนี้ถูกใจเธอสุด ๆ
ลู่ซีเฉิงพบว่าในตู้มีเดรสสวย ๆ อยู่หลายชุด ยังมีกระโปรงกับชุดเข้าคู่ที่ออกแนวฮ่องกงและอังกฤษอีกหลายตัว แถมยังใหม่เอี่ยม เจ้าของร่างเดิมชอบสีขาวมากกว่า เสื้อผ้าสวย ๆ พวกนี้เลยแทบไม่ได้หยิบมาใส่ ฮึ เจ้าของร่างเดิมไม่ชอบ แต่เธอชอบนี่นา!
เสื้อผ้าพวกนี้บางส่วนเป็นของที่อาสะใภ้สามกับอาสะใภ้รองส่งมาจากทางใต้ บางส่วนซื้อจากร้านค้าชาวจีนโพ้นทะเลในเซี่ยงไฮ้ อีกส่วนก็เป็นสินค้าจากสหภาพโซเวียต
แม้เสื้อผ้าส่วนใหญ่ในยุคนี้จะเป็นสีน้ำเงินแบบกรรมกรและชาวนา สีเหลือง หรือสีเขียวทหาร บ้างก็เป็นสีเทากับสีดำ แทบไม่เห็นเสื้อผ้าสีสันสดใส แต่เมื่อมีร้านขาย ก็แปลว่าใส่ได้ เพียงแต่ราคาสูงเกินกว่าชาวบ้านทั่วไปจะจ่ายไหว
แน่นอนว่าเสื้อผ้าอย่างกี่เพ้านั้นใส่ออกไปข้างนอกไม่ได้เด็ดขาด ส่วนคำว่าเดรสเป็นคำเรียกที่ดูทันสมัยหน่อย จริง ๆ แล้วก็หมายถึงกระโปรงสวย ๆ มีสีสันสะดุดตานั่นเอง
สมแล้วที่เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในตะวันออกไกล และเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่นในอนาคต แม้แต่ในยุคแบบนี้ก็ยังนำหน้ากระแสอยู่เสมอ
เธอเปลี่ยนมาสวมกระโปรงสีเขียวเข้มตัวนั้น ข้างในใส่เสื้อไหมพรมบางสีดำ ตามด้วยถุงเท้าสีดำ แล้วหยิบรองเท้าหนังสีดำคู่เล็กไปวางไว้หน้าประตู ผมยาวตรงสีดำของเธอดูทื่อไปหน่อย จึงแบ่งผมข้างหูออกมาช่อหนึ่งแล้วถักเปียเส้นเล็ก ๆ ทันใดนั้นก็ดูสดใสขี้เล่นขึ้นมาก
มองสาวน้อยในกระจกแล้ว เธอก็พยักหน้าพอใจ อืม เพอร์เฟกต์!
ในครัว แม่ลู่หั่นเนื้อเป็นชิ้น สับกระดูกเรียบร้อยแล้ว ผักอื่น ๆ ก็ล้างสะอาดใส่ตะกร้าไว้หมด พอเห็นลูกสาวถือรองเท้าออกมา เธอก็เงยหน้ามอง ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้
นี่ลูกสาวเธอจริง ๆ เหรอ?
“เฉิงเฉิง มาให้แม่ดูหน่อยสิ โอ๊ย แต่งแบบนี้สวยมากเลย ดูสดใสขึ้นเยอะ!”
เมื่อก่อนลูกสาวใส่แต่ชุดสีขาวทั้งวัน ไม่ใช่ว่าสีขาวไม่สวยนะ เดี๋ยวนี้คนตั้งมากมายอยากใส่สีขาวแต่ก็ไม่กล้า เพราะเปื้อนง่าย ทว่าใส่สีขาวทุกวันก็มักทำให้คนรู้สึกเหมือนใส่ชุดไว้ทุกข์
มีแต่คนตายเท่านั้นแหละที่ใส่สีขาวกันทุกวัน ยิ่งลูกสาวของเธอทำหน้าอมทุกข์ ดูไม่มีชีวิตชีวาอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้คนมองแล้วอึดอัด
ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะเปลี่ยนสไตล์ขึ้นมา แม่ลู่ไม่เข้าใจหรอกว่าออร่าของลูกเปลี่ยนไปอย่างไร รู้แค่ว่าลูกสาวดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ใบหน้าก็เหมือนไม่ได้ดูอมทุกข์เท่าเดิมแล้ว
“ใช่แล้ว เด็กสาวก็ต้องแต่งตัวแบบนี้สิ ในตู้ยังมีชุดสีแดงอีกตั้งหลายตัวไม่ใช่เหรอ คราวหน้าหยิบตัวนั้นมาใส่ด้วยนะ สวยกว่าอีก!” แม่ลู่พูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยกตะกร้าขึ้น “ไป ตามแม่ลงไปทำกับข้าวกัน!”
แม่ลูกเดินออกจากบ้าน ผ่านไปสองหลังบ้านก็ถึงทางขึ้นบันได อาคารวิจัยไม่สูงนัก บ้านของพวกเธออยู่ชั้นสอง แค่เดินลงไปหนึ่งชั้นก็มีคนทักทายแม่ลู่หลายคน บางคนทำกับข้าวเสร็จแล้วกำลังจะยกกลับไป บางคนก็กำลังจะไปทำเหมือนพวกเธอ
ลู่ซีเฉิงไม่รู้จักใครเลย เจ้าของร่างเดิมก็คงไม่สนิทด้วย เธอจึงทำได้แค่ยิ้มให้ทุกคน พวกเขาพากันรู้สึกแปลกใหม่ เด็กสาวบ้านลู่ที่เอาแต่ก้มหน้าสวมชุดขาว เดินไปเดินมาราวกับล่องลอยอยู่ทุกวัน จะยิ้มให้พวกเขาได้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ? หาได้ยากจริง ๆ!
ยังไม่ทันถึงครัวส่วนกลาง ลู่ซีเฉิงก็ได้กลิ่นอาหารสารพัดลอยมาในอากาศ ทั้งหมูตุ๋นซีอิ๊ว ปลาหางเหลืองทอดกระทะ แล้วยังมี... เธอสูดจมูกเล็ก ๆ พยายามดมกลิ่นอย่างตั้งใจ
แม่ลู่เห็นท่าทางแบบนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ “หิวแล้วเหรอ? รอเนื้อสุกก่อน เดี๋ยวแม่ตักให้กินชิ้นหนึ่ง”
“พี่สะใภ้ลู่ วันนี้ซื้อเนื้อมาด้วยเหรอ ชิ้นใหญ่ขนาดนี้ โชคดีจริง ๆ เลยนะ!”
แม่ลู่ไม่ได้ปิดบังอะไร มาทำกับข้าวที่นี่ก็ต้องมีคนเห็นอยู่แล้ว คนที่พักอยู่ในอาคารนี้ล้วนมีสภาพความเป็นอยู่ไม่เลว คุยกันไม่กี่คำก็ไม่มีอะไรหรอก
“ใช่สิ วันนี้ไปแต่เช้า แล้วยังมีกระดูกที่น้องชายของเฉิงเฉิงฝากมาให้ด้วย เดี๋ยวตักน้ำแกงให้เธอสักชามนะ” แม่ลู่ตอบยิ้ม ๆ
“ดีเลย ฉันซื้อฟืนมาตั้งสองมัด เธอหยิบไปใช้ได้ตามสบายเลยนะ” ผู้หญิงคนนั้นอยู่บ้านข้าง ๆ บ้านตระกูลลู่ สามีทำงานวิจัยและพัฒนาเครื่องจักร สภาพที่บ้านก็ไม่เลวเหมือนกัน
“โอ้โห วันนี้ลูกสาวเธอสวยมากเลยนะ!” ผู้หญิงคนนั้นเห็นลู่ซีเฉิงยืนอยู่ข้าง ๆ จึงอดชมไม่ได้
สวยจริง ๆ พอแต่งแบบนี้แล้วก็ดูสง่างามทั้งยังดูดีมีสไตล์
“ใช่ไหมล่ะ เด็กคนนี้ก็แต่งไปเรื่อยแหละ” แม่ลู่พูดถ่อมตัวสองสามคำ แต่ในใจกลับดีใจมาก
ครัวส่วนกลางอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ที่ไม่มีประตู ข้างในก่อเตาไว้สิบกว่าเตา แต่ละเตามีกระทะเหล็กใบใหญ่สองใบ นี่เป็นสวัสดิการพิเศษของอาคารวิจัยโรงงานเครื่องจักรเลย บ้านพักครอบครัวที่อื่นต้องซื้อกระทะเหล็กกันเอง
แม่ลู่เดินตรงไปยังเตาเตาหนึ่ง ซึ่งเป็นเตาที่บ้านพวกเธอใช้ประจำและใช้ร่วมกับอีกสามครอบครัว
ระหว่างทำงาน เธอก็สอนลู่ซีเฉิงไปด้วยว่าจุดไฟอย่างไร เติมฟืนแบบไหน แล้วทำกับข้าวอย่างไร
เมื่อก่อนเธอมักคิดว่าลูกสาวยังเด็ก ไม่ต้องรีบสอนอะไรพวกนี้ก็ได้ ไม่เป็นก็ไม่เป็น อย่างมากช่วงสองสามปีแรกก่อนทำงานก็กลับมากินข้าวที่บ้าน หรือไม่ก็กินที่โรงอาหาร
ใครจะรู้ว่าแผนคนสู้ฟ้าลิขิตไม่ได้ ลูกสาวกำลังจะถูกส่งไปชนบท เธอจึงทำได้แค่ใช้เวลาช่วงสุดท้ายที่เหลือ สอนได้เท่าไรก็สอนเท่านั้น
ลู่ซีเฉิงยืนฟังอยู่ข้าง ๆ จริง ๆ แล้วเธอทำกับข้าวเป็น ฝีมือก็ไม่เลวด้วย เพียงแต่ยังไม่ค่อยรู้วิธีใช้เตาฟืนแบบนี้
“แม่ เดี๋ยวหนูช่วยเติมฟืน แม่ทำกับข้าวเถอะ” ไม่ว่าจะไปที่ไหน ยุคนี้ไม่มีแก๊ส เตาดินแบบนี้ก็ต้องหัดใช้ไว้
“ได้สิ ผูกผ้ากันเปื้อนของแม่ก่อนนะ ระวังเสื้อผ้าเปื้อน”
แม่ลู่ใช้หม้อใบหนึ่งต้มน้ำแกง อีกใบผัดกับข้าว ส่วนข้าวหุงด้วยเตาถ่านหินอัดแท่งอยู่ชั้นบน
หมูตุ๋นซีอิ๊วใส่มันฝรั่งลงไปตุ๋นด้วยกัน ต้มเต็มหม้อครึ่งหนึ่ง ใช้ฟืนท่อนหยาบ แค่ใส่เข้าไปสักสองสามท่อนแล้วปล่อยให้ไฟลุกเอง คอยดูอย่าให้ไฟดับก็พอ
“ซู่เจวียน ฉันได้กลิ่นเนื้อมาตั้งแต่ไกลแล้ว ทำไมเธอซื้อเนื้อมาอีกล่ะ!” ผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อสีเทาเดินเข้ามา พูดเสียงดังลั่นราวกับกลัวคนอื่นไม่ได้ยิน
ผู้หญิงคนนั้นตัวเตี้ยและผอมกว่าแม่ลู่เล็กน้อย ใบหน้ามีริ้วรอยมากกว่า ดวงตาคู่หนึ่งจ้องเตาของพวกเธอไม่วาง
“อ้อ เจาเต๋อ เธอมาทำอะไรที่นี่?” รอยยิ้มบนใบหน้าแม่ลู่หายไป หลี่เจาเต๋อคนนี้ บ้านก็อยู่ในเขตพักอาศัยธรรมดาที่อยู่ข้าง ๆ แต่กลับแวะมาที่นี่ทุกสามวันสองวัน แทบไม่มีใครในอาคารนี้ชอบเธอ
“ฉันได้ยินว่าซีเฉิงบ้านเธอจะไปชนบท เลยแวะมาดู!”
มาดูงั้นเหรอ? มีอะไรให้ดูนักหนา คงไม่ได้มาดูเรื่องสนุกหรอกนะ!
แม่ลู่แอบกลอกตา
หลี่เจาเต๋อมาจากกองผลิตเดียวกับแม่ลู่ แม่ลู่เรียนจบมัธยมต้น ส่วนหลี่เจาเต๋อเรียนชั้นเรียนรู้หนังสือ ต่อมาทั้งคู่ได้เข้าทำงานในโรงงานปั่นฝ้าย แม่ลู่ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มหลังจากนั้นสองปี ส่วนหลี่เจาเต๋อยังคงเป็นคนงานธรรมดา
ทั้งคู่ไปดูตัวที่โรงงานเครื่องจักรเหมือนกัน แม่ลู่แต่งงานกับพ่อของลู่ซึ่งเป็นวิศวกร ส่วนหลี่เจาเต๋อกลับได้แต่งกับคนงานธรรมดา
หลังแต่งงาน หลี่เจาเต๋อคลอดลูกชายติดกันสามคน จึงรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าแม่ลู่ สุดท้ายถึงค่อยได้ลูกสาวหนึ่งคน แต่กลับใช้เหมือนคนรับใช้ สั่งให้ทำโน่นทำนี่ พอเรียนจบประถมก็ต้องอยู่บ้านทำงาน
เธอชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับแม่ลู่ แม้แต่งงานไม่ดีเท่า งานก็ไม่ดีเท่า บ้านก็อยู่ไม่ดีเท่า แต่อย่างน้อยเธอก็มีลูกชายหลายคนไงล่ะ เธอทนไม่ได้ที่แม่ลู่มีลูกสาวสองคนแล้วยังทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจ ต่อให้ตามใจแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปชนบทอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?
