“ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ ไม่ใช่ว่าฉันตั้งใจพูดไม่ดีนะ ฉันแค่พูดไม่เก่ง ที่จริงชื่อเธอเพราะมาก แถมจำง่ายด้วย ส่วนชื่อฉันกับพี่สวีนี่แสนธรรมดา เป็นแค่ชื่อเมืองสองเมืองเอามารวมกัน ตั้งชื่อแบบไม่ใส่ใจเลยใช่ไหมล่ะ!”
ลู่ซีเฉิงกะพริบตาปริบ ๆ “พ่อแม่คุณคนหนึ่งเป็นคนเจียซิง อีกคนเป็นคนหนิงโปหรือเปล่า?”
“รู้ได้ยังไง?”
เพราะชาติที่แล้วเธอก็เป็นคนเจ้อเจียง พอได้ยินชื่อนี้ เมืองสองแห่งแรกที่นึกถึงก็คือสองเมืองนี้น่ะสิ!
“เดาเอาน่ะ ชื่อคุณเอาชื่อเมืองของพ่อกับแม่มารวมกัน ตั้งได้ดีมากเลย ใส่ใจสุด ๆ”
“จริงเหรอ? ฮ่า ๆ พอเธอพูดแบบนี้ ชื่อฉันก็ฟังเพราะดีเหมือนกันนะ” จางเจียหนิงเกาท้ายทอย ยิ้มซื่อ ๆ ชื่อเมืองของพ่อรวมกับชื่อเมืองของแม่ ฟังดูมีความหมายดีเหมือนกัน
“ว้าว เฉิงเฉิง ฉลาดจังเลย รีบทายสิว่าทำไมฉันถึงชื่อหยวนหยวน?” หลินหยวนพูดอย่างตื่นเต้นอยู่ข้าง ๆ เรื่องนี้สนุกจริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะทายเหตุผลที่คนอื่นได้ชื่อนี้ถูกด้วย
“เอ่อ... เพราะหน้ากลมเหรอ?” หน้ากลม ๆ ก็เลยชื่อหยวนหยวน
“ไม่ใช่สักหน่อย ตอนเด็ก ๆ ใคร ๆ ก็หน้ากลมกันทั้งนั้น เพราะฉันมีพี่ชายชื่อหลินฟางด้วยต่างหาก แต่หน้าพี่ชายฉันก็กลมเหมือนกัน ไม่ได้เหลี่ยมเลยสักนิด”
ลู่ซีเฉิง...
รถไฟออกตอนสิบโมง ไม่นานก็ถึงเที่ยง ลู่ซีเฉิงเป็นคนหิวง่าย เธอเปิดถุงกระดาษใบใหญ่ที่พ่อสกุลลู่ยัดให้เป็นอย่างสุดท้าย ข้างในมีซาลาเปาลูกใหญ่ห้าลูก ขนมทอดหวานหลายชิ้น แล้วยังมีเค้กหนังเสือขนาดเท่าฝ่ามืออีกสองชิ้นด้วย อ้อ ในปิ่นโตยังมีไข่อีกหลายฟอง
รถไฟเที่ยวนี้ต้องนั่งสามวันสองคืน เธอตั้งใจจะรอจังหวะที่ไม่มีใครเห็นแล้วเอาอาหารใส่ไว้ในมิติ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ก็คงเสียหมด โชคดีที่เธอนั่งติดหน้าต่าง พอจะทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้
